เพิ่มโบนัสประจำปีด้วยการลดหย่อนภาษีแบบเทพๆ

เพิ่มโบนัสประจำปีด้วยการลดหย่อนภาษีแบบเทพๆ

หากคุณต้องการวางแผนภาษีให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ต้องฟัง! เราจะมาเปิดเผยเคล็ดลัพธ์ 5 วิธีที่คุณต้องทึ่ง ดูเสร็จนำไปใช้ได้จริง ไปดูกันเลย

ดูผ่าน Youtube ได้ที่นี่  https://youtu.be/jxlKCjIN3pU

 

เป็นยังไงกันบ้างคะ เทศกาลการยื่นภาษี ปี 2562 ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว หลายๆคนอาจจะวางแผนภาษีไว้ดีมากๆเลย แต่ก็มีหลายๆคนที่มีปัญหาเรื่องการวางแผนภาษี
ซึ่งเรื่องของภาษีในตอนนี้มาเป็นอันดับ1 เลยที่คนพูดถึงเยอะที่สุดเลย

สำหรับผู้ที่มีรายได้เกิน 15,000 บาทต่อเดือน ต้องมีหน้าที่ยื่นภาษีของรัฐนะคะ ทาง money series จึงได้มองเห็นว่า บางคนอาจจะมีการวางแผนผิดพลาด ในปีที่แล้ว ก็เลยอยากหยิบยกเรื่องวางแผนภาษีมาพูดตั้งแต่ต้นปีเลย เพื่อให้ทุกคนได้เตรียมวางแผนเอาไว้ก่อนที่จะต้องเสียภาษีในปีต่อๆไปค่ะ

วันนี้เราก็จะมาพูดถึง

5 สิ่งที่ใช้ลดหย่อนภาษี เพื่อให้เงินในกระเป๋าของคุณเพิ่มขึ้น

 

1. ค่าลดหย่อนส่วนตัว

ค่าลดหย่อนส่วนตัว ใช้ได้  60,000 บาท
ค่าลดหย่อนของคู่สมรสแต่ต้องเป็นกรณีที่คู่สมรสไม่มีรายได้ ใช้ได้อีก 60,000บาท

และก็จะมีค่าลดหย่อนของบุตร ถ้าใครไม่มีบุตรอันนี้ก็ลดหย่อนไม่ได้นะคะ
ค่าลดหย่อนของบุตร 1 คน ใช้ลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท
ซึ่ง ณ ที่นี้ ทั้งสามีและภรรยาใช้ได้ทั้งคู่เลยนะคะ คือมีลูก 1 คนสามีก็ใช้สิทธิลดหย่อนบุตรได้ ภรรยาก็ใช้สิทธิลดหย่อนบุตรได้เช่นกันนะคะ

ค่าลดหย่อนบิดา มารดา  สำหรับใครที่มีบิดามารดา อายุเกิน 60 ปี และไม่มีรายได้ สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้เหมือนกัน คนละ 30,000 บาท แต่สิทธิของบิดามารดาจะต่างกับบุตร ตรงที่จะใช้สิทธิได้แค่ครั้งเดียว
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีพี่น้อง พี่ใช้สิทธิของพ่อ น้องใช้สิทธิของแม่ ไม่สามารถที่พี่จะใช้สิทธิของทั้งพ่อและแม่ได้ เพราะฉะนั้นก็เลือกวางแผนกันดูนะคะ ว่าพี่น้องใครจะใช้สิทธิของพ่อใครจะใช้สิทธิของแม่

ค่าลดหย่อนเรื่องของการเลี้ยงดูผู้พิการ ทุพพลภาพ ได้อีกคนละ 60,000 บาทค่ะ

 

2. ประกันและการลงทุน

ประกันชีวิตและส่วนต่างๆที่เป็นการลงทุน มาดูกันบ้างว่ามีส่วนไหนที่ใช้ลดหย่อนภาษีได้บ้าง โดยจะขอแบ่งประกันชีวิตออกเป็น 4 อย่างนะคะ
1. ประกันสะสมทรัพย์ ประกันชีวิตใช้สิทธิได้ 100,000 บาท โดยที่กรมธรรม์ต้องมีอายุเกิน 10 ปี
2. ประกันสุขภาพ ใช้ลดหย่อนได้ 15,000 บาท
ทั้งนี้ทั้งนั้น รวมประกันชีวิต และประกันสุขภาพ ต้องไม่เกิน 100,000 บาทนะคะ
3. ประกันสุขภาพที่ซื้อให้บิดามารดา ใช้สิทธิลดหย่อนได้ 15,000 บาท
4. ประกันบำนาญ ลดหย่อนได้ 15%ของรายได้เรา และไม่เกิน 200,000 บาทค่ะ

การลงทุน
1. LTF ลดหย่อนได้ 15%ของรายได้ และไม่เกิน 100,000บาท
2. RMF ลดหย่อนได้ 15%ของรายได้ และไม่เกิน 500,000บาทต่อปี
3. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ลดหย่อนได้ 15%ของรายได้ และไม่เกิน 500,000บาทต่อปี
4. กองทุนออมแห่งชาติ ใช้ได้ตามที่เราจ่ายจริง แต่ไม่เกิน 13,200บาท

แต่ทั้ง

  • ประกันบำนาญ
  • RMF
  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
  • กองทุนออมแห่งชาติ

รวมกันต้องไม่เกิน 500,000บาทในรอบปีนั้นๆนะคะ

สุดท้ายเรื่องของการลงทุน ก็จะมีเรื่องกองทุนประกันสังคม
ซึ่งกองทุนประกันสังคมนี้ใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 9,000บาทนั่นเองค่ะ

 

3. การกระตุ้นเศรษฐกิจ

ใครที่ซื้อบ้าน ซื้อคอนโด ดอกเบี้ยบ้านหรือคอนโด สามารถใช้มาลดหย่อนภาษีได้ 100,000 บาทต่อปี

และเรื่องที่ทุกคนไม่ทราบนั่นคือ ค่าธรรมเนียมของบัตรเครดิต​ที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ สำหรับคนที่มีบ้านเช่า อสังหาริมทรัพย์​ผู้ประกอบธุรกิจ​นี้ สามารถนำมาลดหย่อนได้มากกว่าเดิม 1 เท่านะคะ

และช่วงต้นปีที่ผ่านมา วันที่ 3-7มกราคม2562 มีพายุโซนร้อนปลาบึกเกิดขึ้น
สำหรับคนที่เกิดเหตุประสบ​ภัยนั้น สามารถที่จะเอาค่าซ่อม​ที่เกิดจากความเสียหายของพายุในช่วงระหว่างวันที่ 3 -​ 31 ม.ค มาใช้ลดหย่อนภาษีได้

ในส่วนของบ้าน รัฐบาลให้ใช้ลดหย่อนได้ 100,000บาท
ในส่วนของรถยนต์​ รัฐบาลให้ใช้ลดหย่อนได้ 30,000บาท

นอกจากนี้ใครเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ อยากลงธุรกิจเกี่ยวกับ Start Up ก็สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน
ซึ่งธุรกิจ Start Up สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ถึง 100,000 บาทต่อปี

 

4. การบริจาค

หลายๆคนอยากรู้มากเลยว่าการบริจาค อันไหนลดหย่อนภาษีได้ อันไหนลดหย่อนไม่ได้

สำหรับการบริจาค ทุกอันรวมกันจะสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ 10%ของเงินที่หักค่าลดหย่อนอื่นๆแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีรายได้ 1ล้านบาทต่อปี เอาหักค่าลดหย่อนอื่นๆไม่ว่าจะเป็นค่าลดหย่อนส่วนตัว ประกันชีวิต การลงทุน ลดหย่อนไปหมดแล้ว เหลือรายได้สุทธิ 600,000​บาท  เราก็ดูว่า 10%ของ600,000บาทคือเท่าไหร่ นั่นก็คือ 60,000 ใช่ไหมคะ
เพราะฉะนั้นเงินบริจาคของเราใช้ลดหย่อนได้ 60,000 บาทนั่นเอง

และการบริจาคนั่นแบ่งออกเป็น 2 แบบค่ะ
นั่นคือการบริจาคที่ให้มากกว่าที่เราบริจาคไป 2 เท่า
และแบบตามที่เราจ่าย

มาดูกันค่ะว่าการบริจาคอันไหนบ้างที่ให้เรามากกว่า 2 เท่า ของการบริจาคในแต่ละครั้ง
– สถานศึกษาที่มีศักยภาพ​สูงในเรื่องของกีฬา สังคม
– โรงพยาบาลของรัฐบาล

ส่วนการบริจาคที่ได้ตามจริงก็จะเป็นการบริจาคทั่วไปที่มีใบอนุโมทนา และมีใบเขียนชื่อให้เราลงว่าเราสามารถใช้ใบเสร็จนี้ไปยื่นลดหย่อนภาษีได้

 

5. นโยบายรัฐ

หยิบยกมาจากปีอื่นนะคะ เช่นโครงการบ้านหลังแรก หลายๆคนคงจะงงๆ ซึ่งโครงการบ้านหลังแรกนี้ เกิดขึ้นในปี  2558-2559 สามารถใช้นำมาลดหย่อนภาษีได้ ปีละ 120,000บาท เป็นระยะเวลา 5 ปีนั่นเอง

เป็นไงกันบ้างคะ ก็หมดไปแล้วนะคะกับ 5 สิ่งที่ใช้ลดหย่อนภาษีในปี 2562
มาสรุปกันอีกครั้งนะคะ สิ่งที่ลดหย่อนภาษีได้ที่นำมาพูดในวันนี้มีทั้งหมด 5 อย่างนะคะ
1.ค่าลดหย่อนส่วนตัวของเรา
2.ประกันชีวิตและการลงทุน
3.การกระตุ้นเศรษฐกิจ
4.การบริจาค
5.นโยบายรัฐบาล เรื่องที่หยิบยกมาจากปีก่อนๆ ใครที่ไม่เคยซื้อบ้านหลังแรกก็ตัดอันนี้ทิ้งไปได้เลยนะคะ

ติดตามเราได้จากหลากหลายช่องทางดังนี้
FB : https://web.facebook.com/moneyseriesprojects/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UC9v-IIpC25oyMYqZVjhA_GQ
Spotify : https://open.spotify.com/show/5ZwHPW1RhbMdugY1nPqA8J
Podbean : https://moneyseries.podbean.com/
Website : http://moneyseries.net
Line : @moneyseries https://line.me/R/ti/p/%40moneyseries

แชร์ให้เพื่อนๆ อ่านเลย!!!
8 สิ่งที่ต้องรู้ ก่อนการออกแบบการเงิน ตอนที่ 2

8 สิ่งที่ต้องรู้ ก่อนการออกแบบการเงิน ตอนที่ 2

ตอนที่ 2 ของ 8 สิ่งที่ต้องรู้ ก่อนออกแบบการเงิน
นี่คือสิ่งที่คุณต้องรู้ เพื่อให้คุณออกแบบการเงินของคุณ ให้รวยแบบยั่งยืน มาพูดคุยเรื่องนี้ด้วยกัน เพื่อความมั่งคั่งในอนาคต ไปดูกันเลย

ดูผ่าน Youtube ได้ที่นี่   https://youtu.be/NAsaOV2iZXg

 

มาพูดกันอีก 4 หัวข้อสุดท้าย กับสิ่งจำเป็น ก่อนการออกแบบการเงินของเรานะครับ
แต่ก่อนที่จะไปฟัง เรามาดูกันก่อนว่า 4 หัวข้อแรกที่เราพูดไว้เมื่อมีอะไรบ้างที่เราต้องตระหนัก

1. การตั้งเป้าหมาย
2. อัตราเงินเฟ้อ
3. สังคมผู้สูงอายุ
4. ค่ารักษาพยาบาลและโรคร้ายแรง

เพื่อนสามารถกลับไปดูวิดิโอที่ผ่านมาได้นะครับ คลิ๊กที่นี่ http://moneyseries.net/8-things-know-before-financing-design-ep1/

มาดูกันต่อครับ ว่า 4 หัวข้อสุดท้าย กับสิ่งจำเป็น ก่อนการออกแบบการเงินของเรา มีอะไรกันบ้าง

 

5. ค่าเล่าเรียนบุตร

ใครที่กำลังมองหา ใครที่จะมีบุตร เราควรจะต้องเตรียมอะไรไว้บ้างนะครับ
คือถามว่า ถ้าเราเลือกได้ เราอยากให้ลูกเรียนในที่ที่ดีที่สุดไหมครับ
มันแน่นอนอยู่แล้วถูกต้องไหม
ใครก็อยากให้ลูกเรียนในที่ดีๆ แต่การที่จะได้เรียนในที่ดีๆมันมาพร้อมกับเงิน ราคาที่แพง นั่นหล่ะสิ่งที่เราทุกคนจะต้องตระหนักว่าถ้าเราต้องการให้ลูกเรียนในระดับนี้เนี้ย

เอาง่ายๆ
เอกชนที่แบบไม่ต้องดีมาก ค่าเทอมลูกก็เทอมละ 6 หมื่นไปแล้ว
ถ้าธรรมดาเลย เป็นหมื่น บางที่ก็เป็นแสน
เด็กคนนึงระดับประถมด้วย โอ้โห ทำไมมันถึงแพงขนาดนี้

แต่ด้วยความเป็นพ่อ เป็นแม่ เราก็ต้องอยากให้ในสิ่งที่ดีที่สุด นี่คือสิ่งที่ต้องคำนึงถึงและมันรวมกับอัตราเงินเฟ้อการศึกษา ซึ่งการเติบโตของอัตราเงินเฟ้อการศึกษาอยู่ที่ 7% คร่าวๆประมาณนี้
นั่นแปลว่าจาก 60,000 อีก 20 ปีข้างหน้าก็เพิ่มเป็น 250,000 บาท

สมมุติวันนี้เรามีลูก อีก 20ปีข้างหน้า เราจะให้ลูกเรียนมหาวิทยาลัยด้วยค่าเทอม 60,000 ต่อไปจะเป็นเงิน 250,000 บาท คุณเตรียมเรื่องนี้หรือยัง คุณออกแบบเงินไว้หรือยังว่าจะเซฟเงินไว้ที่ไหนเพื่อให้เงินทำงานแทนเราไหม หรือว่าเราจะเซฟเงินไว้ในที่ที่ชัวร์ที่จะป้องกันว่าเรามีเงินให้ลูกแน่ๆ นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เดี๋ยวนี้ก็ยังดีนะครับ ที่มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆที่จะมาสนับสนุนค่าเล่าเรียนบุตรหรือว่าการออกแบบการศึกษาบุตรนะครับ อันนี้ก็เป็นผลิตภัณฑ์การเงินที่ดีนะครับ

และก็มีเรื่องของการเตรียมการก่อนมีบุตร จะทำยังไงวางไว้ในผลิตภัณฑ์แบบไหน เดี๋ยวนี้มันเริ่มมีผลิตภัณฑ์ที่เจาะกลุ่มลูกค้าประเภทนี้ ก็อยากให้ศึกษา เข้าไปดูผลิตภัณฑ์เยอะๆว่ามีอะไรบ้างแล้วก็เอามาแชร์กันได้นะครับ ถ้าใครเห็นว่าผลิตภัณฑ์ไหนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี

 

6. การวางแผนเกษียณ

การวางแผนเกษียณ เครื่องมือทางการเงิน เครื่องมือที่จะเอาไปลงทุนต่างๆ ควรจะต้องมาโฟกัสว่าเราจะใช้เครื่องมืออะไรในการวางแผนเกษียณของเรานั่นเอง

เรื่องของการวางแผนเกษียณมันเป็นอะไรที่หลากหลายนะครับ ผมก็บอกได้ยาก เพราะว่าแต่ละบุคคล แต่ละครอบครัว มีลูกหรือมีครอบครัวที่ใหญ่แตกต่างกันออกไปนะครับ ซึ่งวันนี้ผมก็จะมาพูดให้เห็นภาพง่ายๆก่อนละกันนะครับว่าสิ่งที่เราควรจะวางแผน ทำไมเราถึงต้องวางแผนเกษียณ

คุณลองนึกภาพนะครับ ถ้าวันนี้คุณอายุ 30 ปี อยากเกษียณอายุตอน 60 ปีแล้วคุณจะอยู่ไปถึงอายุ 80 ปี หลังอายุ 60 คุณต้องเตรียมเงินไว้เท่าไหร่แล้วก็อย่าลืมบวกอัตราเงินเฟ้อต่อปีเข้าไปด้วยนะครับ

แล้วผลิตภัณฑ์การเงินต่างๆมันมีอะไรบ้าง หรือเครื่องมือที่จะช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายนั้นมีอะไรกันบ้าง เรื่องพวกนี้เราก็หาความรู้ได้ทั่วไปครับ Moneyseries ก็เอามาทำให้ทุกคนดูเหมือนกัน ลองเสริซเน็ตเดี๋ยวนี้มีเยอะแยะนะครับ และนี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

7. ทิศทางของเงิน

ทิศทางของเงินคืออะไร  เรื่องนี้ผมได้ความรู้มาจากการอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง นั่นก็คือเรื่อง “เงินสี่ด้าน” นั่นเอง ซึ่งวันนี้ผมมองว่าคุณโรเบิร์ตที่เขียนเรื่องนี้ เรื่องราวของเขาเป็นประโยชน์มาก มันเปลี่ยนชีวิตของใครหลายๆคนมาแล้ว ไม่งั้นเขาจะเป็นหนังสือที่ขายดีระดับโลกได้อย่างไร

เพราะว่าเขาเอามาทำให้เราเห็นว่าทิศทางการเงินเนี้ยมันเป็นอย่างไร แล้วมันเข้า มันออกยังไง กระแสหมุนเวียนเงินมันไปในทิศทางไหนผมมองว่ามันดีมากๆ เรื่องเนี้ยควรที่จะต้องศึกษากันไว้ทุกคน ผมมองว่ามันเป็นความรู้จำเป็นของทุกคนเลยนะ

เรื่องเงินสี่ด้าน ที่เขาแบ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่อง flow quadrant , active income , passive income ทิศทางของเงินที่จะเข้ามา หรือว่าเรื่องของ cast flow, กระแสเงินสด, งบดุล, งบกระแสเงินสด ที่เราจะต้องเข้าใจว่าเราจะใช้เงินของเราไปในทิศทางไหนเพื่ออะไร ผมมองว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งจำเป็นเลย แนะนำหนังสือเล่มนี้ลองศึกษาดูนะครับ

 

8. พีระมิดทางการเงิน

เรื่องสุดท้าย สิ่งที่ผมอยากให้ทุกคนเข้าใจนั่นก็คือเรื่องพีระมิดทางการเงิน เอาง่ายๆ ก็คือสามเหลี่ยมความสำคัญของพีระมิดคืออะไร พื้นฐานต้องแน่น พื้นฐานที่แข็งแรงพีระมิดก็จะแข็งแรงถูกต้องไหมครับ

ทีนี้คนที่ทำแล้ว ลองย้อนกลับไปดูนะครับ ย้อนดูตัวเองว่าตอนนี้เรากำลังเทรดหุ้น เรากำลังจะรวย เรากำลังเอาเงินของเราไปทำธุรกิจสิ่งเดียวอยู่หรือเปล่า เรากำลังโฟกัสลงทุนในสิ่งเดียวอยู่หรือเปล่า ส่วนใหญ่แล้วพีระมิดของคนเราที่ไม่ได้วางแผนจะอยู่ในรูปทรงที่กลับหัวนะครับ แล้วถ้าวันหนึ่งมันเกิดการวิกฤติหรือที่เขาเรียกว่า Risk management ที่การไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงไว้ก่อนทุกคนจะล้มละลายหรือโอกาสผิดพลาดทางการเงินค่อนข้างที่จะมีสูงเลย

ที่นี้ผมก็อยากให้ไปศึกษาเรื่องนี้ พื้นฐานง่ายๆหลักของการออกแบบการเงิน ผมมองว่ามันเป็นหัวใจ ถ้าเราเห็นภาพรวมว่าเราจะวางแผนชีวิตของเรายังไงให้มั่นคง และยั่งยืนจริงๆพีระมิดการเงินเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ว่าจะเริ่มจากการ Protection ,เรื่องของการ Saving ในเครื่องมือต่างๆของการเงิน ,Investment การลงทุนในเครื่องมือต่างๆของการเงิน เราควรจะวางแผนแบบไหน

ซึ่งผมบอกเลยว่า ชีวิตแต่ละคน โมเดลไม่เหมือนกันแน่นอนนะครับ ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องเคสจำเป็นที่เราจะต้องฝึกแล้วปรับเปลี่ยนมันในทุกๆปี ซึ่งแผนการออกแบบการเงิน การลงทุน ที่นั่งทำควรจะปรับเปลี่ยน เราควรจะมารีวิวแผนทุกปีเลยว่าเรายังได้ตามแผนที่เราต้องการไหม ผมมองว่าพีระมิดการเงินเป็นสิ่งที่เราต้องตระหนัก และเป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องรู้ก่อนที่เราจะออกแบบชีวิตหรือว่าเริ่มวางแผนแล้วค่อยไปศึกษาแต่ละผลิตภัณฑ์ที่เรามีความถนัด ที่เราเข้าใจ ที่เราต้องลองลงทุน เพื่อให้เงินทำงานแทนเราด้วย เพื่อให้เราถึงเป้าหมายการเงินได้อย่างที่เราตั้งใจเอาไว้นั่นเอง

สรุป

1. เราต้องมีเป้าหมายกันก่อน มีเป้าหมายทางการเงิน หรือมีเป้าหมายชีวิตของเรา คิดให้ได้ว่าคืออะไร แล้วแปะไว้เลย เราอยากเป็นแบบไหน ใช้ชีวิตยังไง เขียนให้ละเอียด
2. เรื่องของอัตราเงินเฟ้อ ที่จำเป็น
3. สังคมผู้สูงอายุ เราจะวางแผนก่อนการเกษียณหรือว่าช่วงระยะเวลาเกษียณสำหรับคนที่เกษียณไปแล้ว เราจะเอาเงินไว้ที่ไหน ความเสี่ยงต่างๆนะครับ
4. ค่ารักษาพยาบาลและโรคร้ายแรงนะครับที่เราควรที่จะต้องเซฟเงินในส่วนนี้ไว้ด้วย ว่าเราจะมีการป้องกันหรือว่าวางแผนในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง
5. ค่าการศึกษาบุตร การวางแผนการมีลูก ก็ควรที่จะต้องดูเอาไว้ด้วย
6. แผนเกษียณ และเครื่องมือทางการเงิน
7. การเข้าใจทิศทางการเงิน castflow งบดุลต่างๆ เราควรจะต้องรู้อะไร
8. พีระมิดทางการเงิน

ดูเหมือนจะเยอะนะครับ อาจจะวุ่นวายสักนิดนึงนะสำหรับคนที่ไม่เคยศึกษาเรื่องนี้มาเลย ผมก็เคยเป็นเหมือนคุณนะครับ ผมรู้สึกว่ามันยาก แต่ทีนี่ผมเอามาย่อย เพื่อไม่ให้มันดูเยอะ เพราะที่จริงมันมีเยอะมากครับ ผมเอาแค่เรื่องที่สำคัญมาก่อน

เพราะฉะนั้นเราจะรู้ภาพรวมแล้วเราจะได้วางแผนต่อไปได้ ให้ตรงจุดกับที่เราต้องการนั่นเองนะครับ

 

ติดตามเราได้จากหลากหลายช่องทางดังนี้
FB : https://web.facebook.com/moneyseriesprojects/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UC9v-IIpC25oyMYqZVjhA_GQ
Spotify : https://open.spotify.com/show/5ZwHPW1RhbMdugY1nPqA8J
Podbean : https://moneyseries.podbean.com/
Website : http://moneyseries.net
Line : @moneyseries https://line.me/R/ti/p/%40moneyseries

แชร์ให้เพื่อนๆ อ่านเลย!!!
8 สิ่งที่ต้องรู้ ก่อนการออกแบบการเงิน ตอนที่ 1

8 สิ่งที่ต้องรู้ ก่อนการออกแบบการเงิน ตอนที่ 1

นี่คือสิ่งที่คุณต้องรู้ เพื่อให้คุณออกแบบการเงินของคุณ ให้รวยแบบยั่งยืน มาพูดคุยเรื่องนี้ด้วยกัน เพื่อความมั่งคั่งในอนาคต ไปดูกันเลย

ดูผ่าน Youtube ได้ที่นี่   https://youtu.be/01Fy-hNFhLY

 

อะไรคือสิ่งที่เราต้อง ตระหนักหรือคิดถึงก่อนการออกแบบการเงิน?

เท้าความจากในสมัยก่อน ผมเริ่มจากการทำงานประจำมาก่อน
ผมจบวิศวกรมา ทำงานสายงานที่เรียนมา และบังเอิญมันมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมเริ่มมาคิดถึงเรื่องเงินๆทองๆ แต่…ความรู้ในเรื่องการเงิน การลงทุนผมไม่มีเลย

สิ่งที่ผมรู้สึกเป็นอันดับแรกเลย คือผมนึกไม่ออกว่าเราจะต้องเริ่มวางแผนการเงินยังไง เพราะผมเริ่มรู้สึกว่าผมจะต้อง set เป้าหมายอะไรบางอย่างขึ้นมาแล้ว เราควรจะวางแผนการเงินของเรา หรือจัดการเงินเก็บของเราไว้ที่ไหนดี นี่หล่ะคือสิ่งที่ผมสงสัย

ทำไมไม่มีใครสอน ทำไมตั้งแต่เด็กไม่มีใครคอยบอกวิธีการออมเงิน การวางแผน การออกแบบเงินให้กับเรา

มันอาจจะเป็นเรื่องที่ยากเกินไปไหม แต่เมื่อผมได้ศึกษาเรียนรู้แล้ว  มันก็ไม่ได้ยากอะไรเลย แค่เราจะต้องใส่ใจ และตระหนักกับมันเท่านั้นเอง

สำหรับวันนี้ผมก็จะมาแชร์ แบ่งออกเป็นย่อยๆออกมานะครับ episode นี้จะมาพูด 4 หัวข้อ
“สิ่งที่เราจำเป็นจะต้องวางแผน จะต้องออกแบบการเงินของเรามีอะไรบ้าง” ไปดูกันดีกว่าครับ

 

1.เป้าหมาย

ถ้าสิ่งนี้ไม่มี มันจะไม่เกิดกระทำที่ 2 จะไม่เกิด Action ใดๆทั้งสิ้นเลย นั่นก็คือ เป้าหมาย
ซึ่งเป้าหมายเกิดจากความตั้งใจ ความชอบ หรือเกิดจากการ set เป้าหมายการใช้ชีวิตของเรา ทุกอย่างผมมั่นใจได้ว่าเรื่องเงินจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

ทำไมผมถึงให้ความสำคัญกับเป้าหมายมาเป็นอันดับแรก
เพราะว่าถ้าเรามีเป้าหมายเราจะเดินตามเป้าหมายนี้ เราจะเกิดการวางแผน เพื่อให้ได้ตามเป้าของเรา เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่มีเป้าหมายมันก็ไม่รู้จะเดินไปทางไหนใช่ไหมล่ะครับ

ทีนี้ถ้ากลับมาถามว่า คนบางคนไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ผมเองก็เคยเป็นเหมือนทุกคน
แบบว่า เฮ้ย!!! เราเองต้องการอะไร เราชอบอะไร
นี่คือเรื่องง่ายๆ ที่ผมใช้ตอนนั้นก็คือ ลองย้อนกลับมาดูสิ่งที่ตัวเองเห็นในโลกอินเทอร์เน็ต เพื่อนของเราทั้งหมด เราลองตัดภาพของเราว่า วันข้างหน้าเราอยากใช้ชีวิตแบบไหน เราลอง set ไปเลย ลองตั้งเลยว่าอีก 5 ปีข้างหน้า เราอยากทำอะไร อีก 10 ปีข้างหน้าเราอยากทำอะไร และอีก 20 ปีข้างหน้าเราอยากทำอะไร ทำไมเราจะต้องเป็นแบบนี้ ถามตัวเองคุยกับตัวเองเยอะๆ ไม่ใช่ว่าเราเพี้ยงนะครับ มันเป็นเรื่องปกติถ้าเราลองตั้งเป้าหมายดู ลองเขียนขึ้นมาว่าสิ่งที่เราเขียนลงไปคือสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราสนใจ สิ่งที่เราอยากได้มันคืออะไร นี่หล่ะครับสิ่งที่ผมอยากจะเน้นเลย เขียนติดผนังบ้าน หรือวางตรงที่ที่เราเห็นบ่อยๆนะครับ

  • กำหนดเป้าหมาย
  • ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน
  • ย้ำเตือนตัวเองให้ไปให้ถึงเป้าหมาย

สมมติ ว่าเราอยากมีบ้านในอีก 5 ปีข้างหน้า ราคา 5 ล้านบาท เราจะเก็บเงินได้ยังไง เท่าไหร่ กี่เดือน เมื่อไหร่ นี่หล่ะจะเป็นตัวกำหนดเราให้เดินไปตามนั้น

หรืออย่างผมอยากจะใช้ชีวิตพอเพียง อยากจะทำเกษตร อยากมีที่ดิน แต่ตัวเองกลับไม่มีที่ดิน เพราะเป็นลูกข้าราชการ ไม่มีที่ดิน ซื้อบ้านเป็นบ้านทาวเฮ้าส์ ที่นี้เราอยากทำแบบนั้นเพราะเรารู้สึกว่าชีวิตแบบนั้นมันดี มันยั่งยืน เราก็เลยอยากทำ

เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเริ่มวางแผนละ ซื้อบ้านหรือซื้อที่ดินราคาเท่าไหร่ ผมก็ต้องวางแผนอย่างนั้นไว้เหมือนกันก็เป็นเหมือนทุกคนนะว่าจะทำยังไง

หรือว่าบางคนอยากจะแต่งงาน อยากจะมีลูก ทุกอย่างที่เราควรจะต้องเซตไว้แล้วแบ่งเป็นหัวข้อ แล้วค่อยๆดู ค่อยๆวางแผนว่าเราจะไปในทางไหน

 

2.อัตราเงินเฟ้อ

เคยได้ยินกันไหมครับ สำหรับบางคนอาจะเคยได้ยิน หรือไม่เคยได้ยิน หรือเคยได้ยินแล้วแต่ยังไม่เข้าใจมันสักที วันนี้ผมก็จะมาพูดเรื่องอัตราเงินเฟ้อง่ายๆให้เข้าใจกันนะครับ

ลองให้คุณย้อนนึกตามผมไปนะ ย้อนไป 10 20 30 ปีที่แล้ว เราทานข้าวตามสั่ง 1 จานราคาเพียง 10-15 บาท แล้วนะวันนี้ข้าวตามสั่ง 1 จาน ราคา 50 บาทแล้วครับ

เห็นอะไรไหมครับ ข้าวตามสั่งแบบเดียวกัน จาก 10 บาท เป็น 50 บาทในระยะเวลา 30 ปี นั่นคือ
มีปัจจัยที่มาเกี่ยวข้อง สินค้า 1 ตัว ในระยะเวลา 30 ปี สินค้าจากราคา 10 บาท ณ ปัจจุบันราคาเปลี่ยนไปเป็น 50 บาท นั่นก็คืออัตราเงินเฟ้อ ไงล่ะครับ

เอาง่ายๆเลยคือว่าวันนี้เงินจะด้อยค่าลง และจะด้อยค่าลงทุกๆปี ปีละ 3% เลยล่ะครับ

 

3.สังคมผู้สูงอายุ

ปี 2018 ที่ผ่านมานี้เป็นปีของการเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยแล้วนะครับ สิ่งนี้ทำไมถึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องตระหนักถึงเรื่องของสังคมผู้สูงอายุ

ผมย้อนไปถึง generation ยุคของวัยทำงานอย่างเรา ก็ยุค gen Y เป็นยุคที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว และยุคก่อนหน้าเราคือยุคของพ่อแม่เรา ซึ่งมีอายุที่จะเข้าใกล้เกษียณละ

เป็นยุค Baby bloomer ซึ่งยุคนี้จะมีลูกเยอะ เป็นครอบครัวใหญ่ และคนกลุ่มนี้จะอยู่ในช่วงวัยที่จะเริ่มเกษียณ หรือเกษียณอายุไปแล้ว นั่นมีผลกระทบกับประเทศไทยอย่างไร

ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการรัฐที่จะต้องมาช่วยเหลือผู้ที่เกษียณเหล่านี้นะครับ  ถ้าใครที่ไม่ได้วางแผนเรื่องการเงินเอาไว้ก่อนเลย หรือว่าไม่ได้มีการเตรียมการไว้ก่อนเลย เค้าก็จะต้องเกษียณแบบไม่มีเงินเก็บ นึกดูนะครับ ถ้าเราไม่มีเงินเราจะอยู่อย่างไร ถ้าเราไม่ได้เตรียมการถูกไหมครับ ซึ่งยุคนี้จะเป็นปัญหามากๆ

ทีนี้พอมาถึงยุค gen Y อย่างเรา ยุควัยทำงานที่เตรียมการมีลูก และกำลังจะเข้าสู่วัยเกษียณ เราจะต้องเตรียมการอย่างไร ผมมองว่าช่วงอายุแบบนี้วัย 30++

มันควรที่จะคิดแล้วครับว่าการตั้งเป้า หรือการ set ว่าเราจะเกษียณแบบไหน และควรที่จะออกแบบการเงินยังไงให้ไปอยู่ตรงไหนมันจำเป็นแล้วครับ

ยุค gen Y ยุคนี้เป็นยุคที่ไม่ได้มีครอบครัวใหญ่ บางคนมีพี่น้อง 3 คน บางคนมีพี่น้อง 2 คน บางเป็นลูกคนเดียว คนเริ่มน้อยลง แล้วคนที่ยังโสดเขาจะอยู่ยังไงครับ เขาต้องเตรียมการเรื่องวัยเกษียณถูกไหมครับ ถ้าคนที่แต่งงาน อยู่2คนและจะมีลูกอีก แบบนี้เมื่อก้าวเข้าสู่วัยเกษียณเราจะเตรียมการยังไง

เมื่อเรารู้แล้วว่าเราจะเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุเราจะต้องเตรียมการอย่างไร
ซึ่งข้อมูลเฉลี่ยของคนไทยพบว่าผู้ชายจะมีอายุเฉลี่ยประมาณ 80 ปี
และผู้หญิงจะมีอายุเฉลี่ยประมาณ 83 ปี
ก็ลองดูนะครับว่าเราควรจะมีเงินเท่าไหร่หลังเกษียณ เก็บไว้ยังไงบ้าง ถ้าใครสนใจที่จะประมาณลองเข้ามาประเมินที่ moneyseries.net ก็ได้นะครับ

 

4.ค่ารักษาพยาบาล โรคร้ายแรง

ประเด็นสุดท้ายที่เราจำเป็นที่จะต้องตระหนักถึงก่อนจะไปออกแบบการเงินก็คือ ค่ารักษาพยาบาล และโรคร้ายแรง

ทำไมผมถึงมองว่าค่ารักษาพยาบาล และโรคร้ายแรงต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็น
เพราะว่าสิ่งนี้มีข้อมูล 1 ตัวเรื่องของค่ารักษาพยาบาล กลุ่มโรงพยาบาล ธุรกิจโรงพยาบาล มีอัตราเติบโตปีละ 10%-12%

คุณจำอัตราเงินเฟ้อในหัวข้อที่2ได้ไหมครับ ซึ่งอัตราเงินเฟ้อเติบโตแค่ 3% แต่โรงพยาบาลนั้นมีอัตราเติบโต 10-12% นั่นหมายความว่ายังไงครับ

คือเงินมันโตขึ้น การที่ธุรกิจโรงพยาบาลจะต้องโตมักจะมาพร้อมกับค่ารักษาที่แพงมากขึ้นเรื่อยๆ มองเห็นภาพไหมครับ เมื่อธุรกิจโรงพยาบาลเขาต้องการกำไร เงินก็ต้องโต เงินเฟ้อก็ต้องโต ค่ารักษาก็จะต้องโตไปด้วย

ทีนี้มามองการรักษาหนึ่งโรค เอาง่ายๆว่าการรักษาเข้าโรงพยาบาลเอกชนอย่างน้อยค่ารักษาก็ตกหลักหมื่นอัฟอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าเราเก็บเงินส่วนหนึ่งไว้รักษาก็จะช่วยได้ในส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเราก็ต้องมีการป้องกันความเสี่ยงการทำประกันโรคร้ายแรง ค่ารักษาพยาบาล

ผมจะเล่าประสบการณ์ของผมในเรื่องโรคร้ายแรง ค่ารักษาพยาบาลให้ฟังครับ
คุณแม่ผมเป็นโรคลิ้นหัวใจรั้ว และวันหนึ่งผมก็ไปโรงพยาบาลพาลูกค้าของผมไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เป็นโรงพยาบาลที่ค่อนข้างใหญ่เป็นอันดับหนึ่งเลยก็ว่าได้ ระหว่างที่รอลูกค้า

ผมก็เดินไปดูโบว์ชัวค่ารักษาพยาบาล เพราะผมอยากให้แม่ได้รักษาที่โรงพยาบาลดีๆ อยากรู้ว่าค่าผ่าตัดโรคลิ้นหัวใจรั่วอยู่ที่เท่าไหร่ คุณรู้ไหมครับว่าเท่าไหร่..?

ค่ารักษา ค่าผ่าตัดโรคหัวใจ อยู่ที่ 2 ล้านบาท โอ้ยแม่เจ้า!! 2 ล้านบาท…

ตัวเราเองเป็นมนุษย์เงินเดือน เป็นพนักงานประจำคนหนึ่ง เราไม่มีเงินเก็บขนาดนั้นอยู่แล้ว เราจะทำอย่างไร นี่ก็คืออีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากๆครับ

ต่อมาไม่นานเรื่องนี้ก็เกิดกับคุณพ่อของผม สิ่งหนึ่งที่ผมบอกว่าเคยเป็นเหมือนกับทุกคนก็คือเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับการทำประกันโรคร้ายแรง ประกันค่ารักษาพยาบาล
คุณพ่อผมเมื่อก่อนไม่ได้ตระหนักไม่ได้วางแผน ทำให้ตอนนี้กลายมาเป็นโรคร้ายแรง โรคมะเร็ง ซึ่งเงินค่ารักษาต้องใช้เยอะมากครับ

แต่ครอบครัวเรายังโชคดีที่คุณพ่อผมเป็นราชการที่ยังเบิกจ่ายตรงได้เป็นข้าราชการรัฐบาลแต่ความล่าช้ามันก็มีนะครับ เพราะคนเข้าโรงพยาบาลเยอะ พอคนเยอะก็ทำให้การรักษาล่าช้าออกไป นี่คือสิ่งที่ผมเสียดาย นี่คือประสบการณ์ของผมที่ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นทั้งกับครอบครัวผมเอง และครอบครัวเพื่อนๆทุกคนครับ

ถ้าเรารู้อยู่แล้วว่าเราป้องกันความเสี่ยงได้เราก็ควรป้องกันไว้ด้วยนะครับ เพื่อไม่ให้สายเกิดแก้ครับ

คนเรา เกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นเรื่องปกติครับ ไม่มีใครรู้หรอกว่าเราจะเจ็บป่วยเป็นโรคตอนไหน ถ้าวันนี้เราตระหนักถึงโรคร้ายแรงต่างๆ จะเป็นสิ่งที่ดีมาก

และถ้าเรามีการป้องกันความเสี่ยงเรื่องเหล่านี้เอาไว้ มันจะทำให้เรารู้ว่าเมื่อเราเกิดโรคร้ายแรง เราก็จะมีเงินรักษาและก็จะได้ไม่ต้องห่วง หรือกังวลเรื่องนี้นะครับ

และนี่ก็เป็นเรื่องหนึ่งนะครับที่อยากจะมาแชร์กัน อยากให้ทุกคนลองดูว่าเอาไปใช้กันชีวิตได้หรือเปล่า

เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนแนวคิด เพื่อสิ่งที่ดีกว่าในวันข้างหน้าของเราครับ

 

ติดตามเราได้จากหลากหลายช่องทางดังนี้
FB : https://web.facebook.com/moneyseriesprojects/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UC9v-IIpC25oyMYqZVjhA_GQ
Spotify : https://open.spotify.com/show/5ZwHPW1RhbMdugY1nPqA8J
Podbean : https://moneyseries.podbean.com/
Website : http://moneyseries.net
Line : @moneyseries https://line.me/R/ti/p/%40moneyseries

แชร์ให้เพื่อนๆ อ่านเลย!!!
4 วิธีป้องกันการล่มจมจากโรคร้ายแรง ตอนที่ 1

4 วิธีป้องกันการล่มจมจากโรคร้ายแรง ตอนที่ 1

วิธีป้องกันตัวเองไม่ให้เป็น 4 โรคยอดฮิตแต่ร้ายแรงมากๆ ความรู้จาก เทคนิคการแพทย์โดยตรง แหวน แหวน จาก Moneyseries ของเรา ไปดูกันเลย

ดูผ่าน Youtube ได้ที่นี่   https://youtu.be/VnH0HzOLkD8

 

ทราบกันไหมคะว่าปัญหาสุขภาพเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้สำหรับคนไทย เนื่องจากว่าโรคส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นเป็นโรคเกี่ยวกับพฤติกรรมของเรานั่นเอง

เมื่อพฤติกรรมของเราผิดปกติก็จะทำให้เกิดโรคเรื้อรังจนทำให้มีปัญหาสุขภาพตามมา

ปัจจุบันโรคร้ายแรง 4 อันดับต้นๆที่เกิดกับคนไทย มีด้วยกันหลายโรค

 

1.โรคมะเร็ง

เป็นภัยเงียบ ที่เกิดกับคนไทยมากที่สุด และมีอัตราการตายสูงถึง 50,000 คนต่อปี

2.โรคหลอดเลือดหัวใจ

เกิดจากพฤติกรรมการทานอาหารของคนนั่นเอง คือการที่เราทานไขมันสูง ทำให้มีโอกาสที่ไขมันจะไปอุดตันในหลอดเลือด

3.โรคเบาหวาน

โรคเบาหวานก็มีส่วนสำหรับพฤติกรรมการกินเช่นกัน

4.โรคความดันโลหิตสูง

อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจไปนะคะ เพราะโรคเหล่านี้ไม่ได้เกิดแต่กับผู้สูงอายุ แต่บางครั้งที่เกิดกับคนอายุน้อยได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นจะดีกว่าไหมถ้าเราหาวิธีป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดโรคร้ายแรงเหล่านี้

 

 4 วิธีอย่างง่ายๆที่จะป้องกันไม่ให้เกิดโรคร้ายแรง

1.อาหาร

จากที่กล่าวมาโดยส่วยใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของพฤติกรรมการกิน เพราะฉะนั้นอาหารสำคัญมากๆเลยที่จะทำให้เกิดโรค การรับประทานอาหาร คือเราควรที่จะเลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง จำพวกของมัน ของทอด และขนมหวาน

2.ออกกำลังกาย

 

การออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกายของเรา การออกกำลังกายมีข้อดีไว้เพิ่มกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อเหล่านี้ จะไปทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายของเรา สมบูรณ์และมีมากขึ้น

ฉะนั้นเวลาที่เราทานอะไรเข้าไป ถ้าร่างกายของเรามีกล้ามเนื้อเยอะก็จะทำให้เราเผาผลาญได้ดีกว่าคนอื่นที่มีกล้ามเนื้อน้อย

3.การพักผ่อน

 

การพักผ่อนให้เพียงพออาจจะดูยากสำหรับหนุ่มสาววัยทำงาน ยิ่งถ้าทำงานในกรุงเทพฯ ก็จะต้องตื่นเช้า เลิกงานดึก แต่ถึงยังไงก็อยากให้ทุกคนหาเวลาพักผ่อนกันนะคะ

เพราะว่าในขณะที่ร่างกายพักผ่อนครบเวลาและครบชั่วโมงตามที่ร่างกายต้องการ จะทำให้ระบบของร่างกายเราซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกายของเรา และก็จะทำให้ฮอร์โมนต่างๆหลั่งไหลออกมา ทำให้ร่างกายของเราแข็งแรง สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

4.หลีกเลี่ยงมลพิษ

การหลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆที่เป็นมลภาวะพิษต่อร่างกาย เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ หรือว่าหลีกเลี่ยงมลภาวะพิษ

มลภาวะพิษ คือ มลภาวะที่เกี่ยวกับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งฝุ่นเหล่านี้จะมีผลโดยตรงกับระบบทางเดินหายใจของเรา ถ้าเกิดว่าเราหลีกเลี่ยงมลภาวะเหล่านี้ไม่ได้เราก็ต้องหาวิธีป้องกันด้วยนะคะ โดยการสวมหน้ากากอนามัยในขณะที่เราออกไปเผชิญฝุ่นเหล่านี้นะคะ

สรุปง่ายๆ 4 วิธีที่จะป้องกันไม่ให้เกิดโรคร้ายแรง

1.เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์
2.การออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ
3.การพักผ่อนให้เพียงพอ
4.หลีกเลี่ยงมลภาวะพิษต่อร่างกาย

หลายๆคนอาจจะคิดว่าพูดง่าย แต่ว่าทำยาก แต่เราอยากจะให้คิดกลับกันอีกนิดนะคะว่า

“คุณทำไม่ได้จริงๆหรือว่าคุณไม่ได้จริงจังที่จะทำมัน”

 

ติดตามเราได้จากหลากหลายช่องทางดังนี้
FB : https://web.facebook.com/moneyseriesprojects/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UC9v-IIpC25oyMYqZVjhA_GQ
Spotify : https://open.spotify.com/show/5ZwHPW1RhbMdugY1nPqA8J
Podbean : https://moneyseries.podbean.com/
Website : http://moneyseries.net
Line : @moneyseries https://line.me/R/ti/p/%40moneyseries

แชร์ให้เพื่อนๆ อ่านเลย!!!
จัดการเงินอย่างไรเที่ยวกลับมาแล้ว ไม่ต้องกิน “แกลบ”

จัดการเงินอย่างไรเที่ยวกลับมาแล้ว ไม่ต้องกิน “แกลบ”

ใครคือ Travel Lover ต้องฟังค่ะ มาดูทริคดีๆ ในการวางแผนท่องเที่ยวแบบฟินๆ ให้เที่ยวได้แบบไม่ต้องห่วงว่ากลับมาจะต้องพึ่งแกลบพึ่งมาม่าอีกต่อไป ไปดูกันเลย

ดูผ่าน Youtube ได้ที่นี่   https://youtu.be/uv-kjkpPmJ8

 

ทริคดีๆ How to การท่องเที่ยวอย่างไรให้ไม่ต้องกลับมากินแกรบ

เพื่อนๆเคยเจอปัญหาเหล่านี้ไหมคะ

  • ทำงานหนักมาก
  • เจ้านายใช้งานเยอะ
  • ไม่มีเวลาพักผ่อน

ทุกๆคนโหยหาวันหยุดค่ะ เมื่อได้วันหยุดมาแล้ว ทุกคนก็อยากจะหาที่ท่องเที่ยวใช่ไหมคะ
พอหลังจากกลับมาจากท่องเที่ยวแล้วเนี่ย แทนที่จะฟินส์ แต่กลับมาเคลียดกว่าเดิม เพราะว่าเราใช้เงินในการท่องเที่ยวเกินงบที่เราตั้งไว้ บางคนกลับมาเป็นหนี้บัตรเครดิตเพิ่มเติมอีกนะคะ

ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปค่ะ ถ้าเกิดเรามีการวางแผนการท่องเที่ยวอย่างดีนะคะ

ซึ่ง​ life style ของมนุษย์ปัจจุบัน ก็คงหมดยุคของการที่จะเก็บเงินเพื่อการเกษียณ แล้วก็ไปท่องเที่ยวทีเดียวหลังเกษียณ หรือว่าจะต้องรอให้หนี้ทุกอย่างมันหมดไปก่อน ไม่ว่าจะเป็นหนี้บ้าน หนี้รถ ต่างๆ แล้วค่อยไปท่องเที่ยวแล้วแหละค่ะ

การท่องเที่ยวมีประโยชน์หลายอย่างเลยค่ะ​
อย่างแรกเลยสำหรับคนที่ทำงานหนัก เครียดมากๆก็จะได้เป็นการพักผ่อนสมอง
บางคนอาจจะใช้การท่องเที่ยวเพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ และได้ริเริ่มกลับมาทำงานในสิ่งที่ใหม่ๆ
บางคนอาจใช้การท่องเที่ยวเพื่อเป็นการทำเงินก็ได้นะคะ อาทิเช่น บล๊อกเกอร์ต่างๆ บางคนรีวิวคาเฟ่ บางคนรีวิวสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ

แหวนเป็นคนหนึ่งที่ชอบเที่ยวมากๆเลยค่ะ ไม่ว่าจะเที่ยวแบบสบายไปนั่งร้านกาแฟ ถ่ายรูป นั่งดูวิว
หรือว่าท่องเที่ยวแนว Advanceture ดำน้ำ บุกป่า ขึ้นเขา คือชอบไปหมดเลย เป็นแบบท่องเที่ยวเลิฟเว่อร์ไปเลยค่ะ เพราะฉะนั้นวันนี้แหวนก็จะมีทริคง่ายๆที่เราทุกคนสามารถจะปรับนำไปใช้ได้ในการที่จะเก็บเงินท่องเที่ยวค่ะ เรามาดูกันเลยค่ะว่ามีอะไรบ้าง

 

1.ตั้งเป้าหมาย

 

Set เป้าหมายไว้ค่ะ ว่าจริงๆแล้วเราอยากไปเที่ยวที่ไหนบ้าง ก็รับรองว่าหลายๆคนคงจะมีมากกว่า 1 ประเทศ หรือมากกว่า 1 สถานที่ในเมืองไทยนะคะ

หลังจากที่เราได้เป้าหมายแล้วเนี้ย แนะนำว่าต้องเข้าไปดูรายละเอียดของงบประมาณในการใช้จ่ายของทริปท่องเที่ยวด้วยนะคะ อาทิเช่น ต้องดูว่าค่าเดินทางประมาณกี่บาท ค่าที่พักเท่าไหร่ และก็อยากให้รวมค่าช้อปปิ้งเข้าไปในเป้าหมายนั้นด้วย

ใครที่ชอบเล่น social แบบแหวนเนี้ย แหวนเคยอ่านใน social มันจะมีบอกว่าเราไปท่องเที่ยวที่นี่ เราจะใช้งบแค่เท่านี้ เท่านี้ บาทเอง แต่พอไปทำกับตัวเองแล้วเนี้ย มันทำไม่ได้ค่ะ เราไม่สามารถที่จะคุมงบให้ได้แบบที่เขาเขียนรีวิว

เพราะฉะนั้นแล้วในเรื่องของเป้าหมายการท่องเที่ยว แนะนำว่าเพื่อนๆควรจะทำเป็นแบบไลฟ์สไตล์ของตัวเองเลยนะคะ ถ้าประหยัดได้ก็ให้ประหยัดไปเลย ส่วนคนที่ประหยัดไม่ได้แน่ๆ เราเป็นพวกแบบเห็นอะไรก็ต้องกิน เห็นอะไรก็ต้องซื้อ ก็ให้คุมงบประมาณไว้แบบรวมๆ เผื่องบประมาณไว้เลยนะคะ

 

2.บัญชีรายรับ – รายจ่าย

 

กลับมาดูเรื่องการเงินของตัวเองก่อนนะคะ โดยที่เราจะต้องทำบัญชีรายรับ – รายจ่ายในแต่ละเดือนค่ะ เมื่อเราได้เงินเดือนมาเรียบร้อยแล้ว เราจะต้องแบ่งค่าใช้จ่ายออกไปให้หมดก่อนเลยนะคะ

เริ่มแรกเลยเราจะต้องแบ่งค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นของเราก่อน
ค่าใช้จ่ายจำเป็นก็คือ ค่าบ้าน ค่ารถ ค่าผ่อนรถ ค่าผ่อนหนี้ต่างๆ ให้เพื่อนๆกันเงินส่วนนี้ออกไปก่อน

แล้วอันดับต่อมาที่จะต้องกันไว้นะคะ นั่นก็คือ เรื่องของการเก็บออม ปัจจุบันเราจะต้องเก็บออมอย่างน้อย 10%ของรายรับของเรา เพื่อใช้ในการเก็บออมนะคะ

เมื่อเราได้ส่วนของค่าใช้จ่ายจำเป็น เรื่องของการเก็บออมไปเรียบร้อยแล้ว เราก็มาดูเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเรา เช่น ค่ากินในแต่ละวัน ค่าเดือนทางไปทำงาน หรือว่าค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพย์ ขอให้รวมให้หมดเลยนะคะ

เมื่อทำเรื่องบัญชีรายรับ – รายจ่ายแล้ว เพื่อนๆก็จะได้เงินคงเหลือออกมา

สำหรับใครที่ไม่เคยทำเรื่องรายรับรายจ่ายเลยนะคะ แนะนำแอปพลิเคชันสำหรับบันทึกรายรับรายจ่าย นั่นก็คือ Moneylover โดยที่เราต้องแอดข้อมูลเข้าไป ว่าเราจ่ายอะไรไปบ้างในแต่ละวัน แล้วเราจะรู้ว่าสรุปสุดท้ายแล้วในแต่ละเดือนเราจ่ายงบอะไรไปบ้าง เพื่อนๆลองดาวโหลดไปใช้กันดูได้นะคะ

 

3.คำนวณเงินคงเหลือ

 

นำเงินคงเหลือจากข้อ 2 มาคำนวณดูว่าถ้าเราเก็บเงินคงเหลือในแต่ละเดือน เราจะต้องเก็บอีกกี่เดือน ถึงจะสามารถไปท่องเที่ยวในแบบที่เราวางแผนไว้ในตอนแรกได้

แล้วสำหรับใครที่ทำทั้งหมดแล้ว เหลือเงินคงเหลือน้อยมากเลย แล้วควรจะทำยังไงดีล่ะ เพราะเงินคงเหลือน้อยมาก จะไปเที่ยวก็ลำบากใช่ไหม

เพราะฉะนั้นให้กลับไปดูในข้อ 2 ก่อนว่าค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเรา มันมีส่วนไหนบ้างที่สามารถคุมงบได้ อย่างบางคนคงต้องงดการกินหรูอยู่สบายไปบ้าง เพื่อจะให้เหลือเงินคงเหลือมากขึ้นนะคะ แต่สำหรับใครที่ไม่ว่าจะคุมเงินยังไงก็ยังเหลือเงินคงเหลือน้อยอยู่ดี

ก็แนะนำว่าควรจะหาอาชีพเสริมแล้วค่ะ ในปัจจุบันแหวนเชื่อว่าหลายๆคนคงจะมีมากกว่า 1 อาชีพ พนักงานประจำ พนักงานบริษัท เดี๋ยวนี้้ค้าขายออนไลน์กันเยอะแยะ หรือว่าบางคนอาจจะมีงานอดิเรกอะไรที่สามารถทำเงินให้ได้ ก็ลองค้นหาดูเผื่อจะเพิ่มรายได้ให้กับเรานะคะ

แหวนเชื่อว่าเพื่อนๆชาว moneyseries ทุกคนเก่งอยู่แล้ว คงจะหารายได้เพิ่มเติมได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร

สรุปสุดท้าย วิธีการเก็บเงินอย่างไรเพื่อให้ไปท่องเที่ยวอย่างฟินส์ๆแล้วก็ไม่ต้องกลับมาเครียดกับปัญหาเรื่องเงินที่จะตามมา
1.ตั้งเป้าหมายก่อนว่าอยากไปเที่ยวที่ไหน ตั้งงบประมาณไว้
2.ดูบัญชีรายรับ – รายจ่ายของตัวเอง
3.คำนวณเงินคงเหลือว่าจะต้องเก็บเพิ่มอีกกี่เดือนเพื่อไปท่องเที่ยว

 

ติดตามเราได้จากหลากหลายช่องทางดังนี้
FB : https://web.facebook.com/moneyseriesprojects/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UC9v-IIpC25oyMYqZVjhA_GQ
Spotify : https://open.spotify.com/show/5ZwHPW1RhbMdugY1nPqA8J
Podbean : https://moneyseries.podbean.com/
Website : http://moneyseries.net
Line : @moneyseries https://line.me/R/ti/p/%40moneyseries

แชร์ให้เพื่อนๆ อ่านเลย!!!
มนุษย์เงินเดือนลงทุนยังไงให้รุ่ง

มนุษย์เงินเดือนลงทุนยังไงให้รุ่ง

ถ้าคุณคือมนุษย์เงินเดือน ห้ามพลาด เราจะมาบอกว่าประกันที่จำเป็นต่อความมั่งคั่งของคุณมีอะไรบ้าง และทำไมประกันจึงขาดไม่ได้สำหรับคนที่ต้องการความมั่งคั่ง ไปดูกันเลย

ดูผ่าน Youtube ได้ที่นี่ https://youtu.be/yuvvjCBYCU0

 

สำหรับใครที่เป็นมนุษย์เงินเดือนที่ต้องการเรียนรู้เรื่องการลงทุน และกำลังเลือกตัดสินใจว่าตัวคุณเหมาะกับการลงทุนแบบไหน

วันนี้ผมจะมาแชร์ประสบการณ์และมาเล่าให้ทุกคนฟังกันนะครับ
แต่ก่อนผมเองก็เป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนทุกคนหล่ะครับ แต่ผมมีเป้าหมาย นั่นก็คือ ผมอยากรวย อยากมีเงินเก็บสักก้อนหนึ่งเพื่อไปทำธุรกิจ

แล้วผมก็ลองมองดูการลงทุน ลองศึกษาหาข้อมูล หาหนังสือมาอ่าน ว่ามันมีธุรกิจอะไรบ้าง การลงทุนแบบไหน ดูว่าอะไรที่เหมาะกับตัวเรา

ผมได้ศึกษาการเงินไปเรื่อยๆ และผมก็เริ่มที่จะลงทุน ผมตั้งเป้าหมายของผมเอาไว้แล้ว
ประเด็นคือเมื่อผมไปเจอหนังสือเกี่ยวกับการวางแผนการเงินส่วนบุคคล หรือที่ประเทศไทยของเราจะเรียกว่าสมาคมนักวางแผนการเงิน ซึ่งที่นี่ก็จะให้เราเข้าไปอบรม หาความรู้ มาใช้ในการวางแผนการเงิน และการลงทุน

เพราะว่าที่จริงแล้ว การลงทุนมันไม่ได้มีแค่การลงทุนเพื่อให้เรารวย หรือเพื่อให้เรามีแผนไว้สำหรับเกษียณได้อย่างเดียว การลงทุนมีหลายอย่าง

แต่ก่อนที่เราจะเน้นเรื่องการลงทุนนั้น เราควรจะรู้ก่อนว่าฐานะทางการเงินของเราเป็นอย่างไรครับ บางคนอาจจะมีภาระหลายเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ กับบางคนที่ไม่ได้มีภาระอะไรเลย ต้องรู้และวางแผนเรื่องนี้ให้เป็นก่อนที่จะนำเงินทั้งหมดมาทุ้มกับการลงทุนอย่างเดียวครับ

เช่น
เอ เป็นหัวหน้าครอบครัว ทำงานคนเดียวเพื่อส่งลูกเรียน
กับ บี ชายหนุ่มโสด ทำงานใช้เงิน
ซึ่งทั้งสองคนนี้จะแตกต่างกัน ก็จะทำให้การวางแผนการเงินนั้นต่างกัน เพราะ เอมีภาระที่ต้องรับผิดชอบ แต่บีไม่ได้มีภาระอะไรเลย

ดังนั้นผมจึงอยากให้มองหลายๆด้าน ทั้งเรื่องวางแผนความเสี่ยงต่างๆ เรื่องการเก็บเงินไว้ในที่ต่างๆ แล้วค่อยมองเรื่องของการลงทุน

ข้อจำกัดของมนุษย์เงินเดือน

1. เวลา เพราะเราต้องทำงานอย่างเต็มที่ให้กับนายจ้างของเรา กลับบ้านเราก็ต้องคิดงาน ตื่นเช้ามาเราก็ต้องไปทำงาน ขยันเพื่อให้ได้เป็นพนักงานดีเด่นในบริษัทของเราให้ได้ ซึ่งเราจะเสียเวลาไปกับการทำงานประจำนั่นเอง

2. ความรู้ในการลงทุน  แล้วแต่คนว่าใครจะศึกษาหาข้อมูลได้มากกว่ากัน แล้วตัดสินใจว่าตัวเองเหมาะกับอะไร

3. ครอบครัว ครอบครัวแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนไม่มีภาระทางการเงิน เช่น ไม่มีหนี้สิน
หรือบางครอบครัว อาจจะเป็นครอบครัวใหญ่ มีหลายคนให้ดูแล การเงินก็จะแตกต่างกับ การเลือกการลงทุนก็จะแตกต่างกันไปนั่นเอง

การจัดการการลงทุน

1. เป้าหมาย ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าเราอยากมีอะไร อยากได้อะไร เช่น วันนี้ผมอยากมีบ้านในอีก 3 ปีข้างหน้า บ้านราคา 3 ล้าน ดอกเบี้ย 10%  เราต้องเก็บเงินไว้ในอะไรบ้าง แล้วใน 3 ปีเป็นการลงทุนระยะอะไร ความเสี่ยงเราจะผิดพลาดได้เยอะแค่ไหน

อยากตัวผมก็อาจจะเลือกเก็บเงินไว้ในที่ที่ไม่ได้เสี่ยงมาก เช่น ในกองทุนรวม ที่ไม่ใช่กองทุนผสม ตราสารหนี้ เก็บในที่ที่ค่อนข้างชัวร์นิดนึงว่าในอีก 3 ปีข้างหน้าเราจะมีเงินดาวน์บ้านแน่นอน

โดยที่เป้าหมายจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ
            – เป้าหมายระยะสั้น
            – เป้าหมายระยะกลาง
            – เป้าหมายระยะยาว

ซึ่งการลงทุนส่วนใหญ่ที่ผมเห็น หลายๆคนมักจะเป็นการลงทุนระยะสั้น เพราะว่าเราอาจจะเห็นสื่อต่างๆ หรือเห็นคนที่ประสบความสำเร็จต่างๆจากการลงทุนระยะสั้นแล้วประสบความสำเร็จ แต่การออมเงินหรือการลงทุนระยะยาวส่วนใหญ่จะได้ผลตอบแทนค่อนข้างที่จะดีกว่า และถ้าเราเข้าใจมันจริงๆ มันจะให้ผลตอบแทนที่แน่นอน และความเสี่ยงจะน้อยกว่าในระยะสั้นนะครับ

ผมก็อยากให้มนุษย์เงินเดือนมองตรงนี้ด้วยนะครับ แย่าคิดว่าเราจะต้องรวยอย่างเดียว เราควรมองไปถึงเป้าหมาย หรือมองไปไกลไว้ก่อนว่าวันนี้เราต้องการอะไรกันแน่ และเรามีความเสี่ยงอะไร

2. ภาพรวมของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด  ผมแนะนำให้ศึกษาใน เว็บไซส์ของสมาคมนักวางแผนการเงิน หรือ ติดตามใน moneyseries.net ได้นะครับ

        2.1) การประกันความเสี่ยง : การทำประกันชีวิตหรือประกันสะสมทรัพย์ที่คนทุกคนควรที่จะต้องมี เพื่อว่าการออมเงินในประกันทำให้เราได้เงินชัวร์แน่นอน ถึงจะไม่ได้ผลตอบแทนที่สูง แต่มันเป็นการลงทุนด้านความเสี่ยงในระยะเวลาหนึ่ง ที่จะทำให้คุณมีแผนที่มั่นคงเป็นพื้นฐานของพิรามิดการวางแผนทางด้านการเงิน

        2.2) พันธบัตรรัฐบาล ,สลากออมสิน : เป็นการลงทุนที่ไม่ได้เสี่ยงอะไรเลย แต่เป็นการลงทุนที่ค่อนข้างยาวนิดนึง

3. วางแผนการลงทุนรอบด้าน

       3.1) ลงทุนสุขภาพ

       3.2) พันธบัตรรัฐบาล : ออมเงินฝากประจำ เป็นอะไรที่แน่นอน เป็นการลงทุนระยะสั้น

       3.3) กองทุนรวม : มีความสับซ้อนขึ้นมาในระดับหนึ่ง เกินพวกออมทรัพย์ระยะสั้น ออมทรัพย์รายเดือน ออมทรัพย์รายปี ก็จะเสี่ยงขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังไม่ได้เสี่ยงอะไรมาก
                   กองทุนรวมมีด้วยกันหลายแบบ
              – กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์
              – กองทุน REIT
              – กองทุนรวมผสม
              – กองทุนรวมในหุ้น พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้
ก็เหมาะกับมนุษย์เงินเดือน เพราะเป็นมีความเสี่ยงที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนรับได้ ถ้าเราลองศึกษาจริงจัง และควรจะเลือกให้ถูก ให้เหมาะกับตัวเอง

        3.4) การลงทุนในหุ้น : การเลือกหุ้นที่ใหญ่ที่มีความน่าเชื่อ เพราะความเสี่ยงความผันผวนของหุ้นจะมีน้อย ทำให้เราลงทุนในระยะยาวได้ หรือว่าเลือกหุ้นที่มีปันผล อยากให้ลองทำ ลองกระจายความเสี่ยงออกไป
เพื่อดูว่ามันจะไปถึงเป้าหมายได้เท่าไหร่ และมองว่าการโตของหุ้น การลงทุนต่างๆ ผลตอบแทนที่เราคาดหวังอยู่ประมาณกี่เปอร์เซ็น

และในทุกๆปีเราก็ควรที่จะมาประเมินดูว่าเป้าหมายการเงินและผลตอบแทนหรือผลลัพธ์ทางการเงินการเก็บออมแต่ละปี ว่าเป็นไปตามแผนเราหรือไม่ เพราะการลงทุนไม่ได้ทำแค่ปีเดียว ทุกคนมีความต้องการที่เพิ่มขึ้น การลงทุนจึงต้องปรับเปลี่ยนไปตามช่วงอายุและความต้องการของเรา ไม่มีใครมีแผนการเงินเดียวแล้วเสร็จ อยู่ไปได้จนเกษียณ หรือจนจากไปบนโลกนี้นะครับ

ติดตามเราได้จากหลากหลายช่องทางดังนี้
FB : https://web.facebook.com/moneyseriesprojects/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UC9v-IIpC25oyMYqZVjhA_GQ
Spotify : https://open.spotify.com/show/5ZwHPW1RhbMdugY1nPqA8J
Podbean : https://moneyseries.podbean.com/
Website : http://moneyseries.net
Line : @moneyseries https://line.me/R/ti/p/%40moneyseries

แชร์ให้เพื่อนๆ อ่านเลย!!!