8 สิ่งที่ต้องรู้ ก่อนการออกแบบการเงิน ตอนที่ 1

8 สิ่งที่ต้องรู้ ก่อนการออกแบบการเงิน ตอนที่ 1

นี่คือสิ่งที่คุณต้องรู้ เพื่อให้คุณออกแบบการเงินของคุณ ให้รวยแบบยั่งยืน มาพูดคุยเรื่องนี้ด้วยกัน เพื่อความมั่งคั่งในอนาคต ไปดูกันเลย

ดูผ่าน Youtube ได้ที่นี่   https://youtu.be/01Fy-hNFhLY

 

อะไรคือสิ่งที่เราต้อง ตระหนักหรือคิดถึงก่อนการออกแบบการเงิน?

เท้าความจากในสมัยก่อน ผมเริ่มจากการทำงานประจำมาก่อน
ผมจบวิศวกรมา ทำงานสายงานที่เรียนมา และบังเอิญมันมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมเริ่มมาคิดถึงเรื่องเงินๆทองๆ แต่…ความรู้ในเรื่องการเงิน การลงทุนผมไม่มีเลย

สิ่งที่ผมรู้สึกเป็นอันดับแรกเลย คือผมนึกไม่ออกว่าเราจะต้องเริ่มวางแผนการเงินยังไง เพราะผมเริ่มรู้สึกว่าผมจะต้อง set เป้าหมายอะไรบางอย่างขึ้นมาแล้ว เราควรจะวางแผนการเงินของเรา หรือจัดการเงินเก็บของเราไว้ที่ไหนดี นี่หล่ะคือสิ่งที่ผมสงสัย

ทำไมไม่มีใครสอน ทำไมตั้งแต่เด็กไม่มีใครคอยบอกวิธีการออมเงิน การวางแผน การออกแบบเงินให้กับเรา

มันอาจจะเป็นเรื่องที่ยากเกินไปไหม แต่เมื่อผมได้ศึกษาเรียนรู้แล้ว  มันก็ไม่ได้ยากอะไรเลย แค่เราจะต้องใส่ใจ และตระหนักกับมันเท่านั้นเอง

สำหรับวันนี้ผมก็จะมาแชร์ แบ่งออกเป็นย่อยๆออกมานะครับ episode นี้จะมาพูด 4 หัวข้อ
“สิ่งที่เราจำเป็นจะต้องวางแผน จะต้องออกแบบการเงินของเรามีอะไรบ้าง” ไปดูกันดีกว่าครับ

 

1.เป้าหมาย

ถ้าสิ่งนี้ไม่มี มันจะไม่เกิดกระทำที่ 2 จะไม่เกิด Action ใดๆทั้งสิ้นเลย นั่นก็คือ เป้าหมาย
ซึ่งเป้าหมายเกิดจากความตั้งใจ ความชอบ หรือเกิดจากการ set เป้าหมายการใช้ชีวิตของเรา ทุกอย่างผมมั่นใจได้ว่าเรื่องเงินจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

ทำไมผมถึงให้ความสำคัญกับเป้าหมายมาเป็นอันดับแรก
เพราะว่าถ้าเรามีเป้าหมายเราจะเดินตามเป้าหมายนี้ เราจะเกิดการวางแผน เพื่อให้ได้ตามเป้าของเรา เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่มีเป้าหมายมันก็ไม่รู้จะเดินไปทางไหนใช่ไหมล่ะครับ

ทีนี้ถ้ากลับมาถามว่า คนบางคนไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ผมเองก็เคยเป็นเหมือนทุกคน
แบบว่า เฮ้ย!!! เราเองต้องการอะไร เราชอบอะไร
นี่คือเรื่องง่ายๆ ที่ผมใช้ตอนนั้นก็คือ ลองย้อนกลับมาดูสิ่งที่ตัวเองเห็นในโลกอินเทอร์เน็ต เพื่อนของเราทั้งหมด เราลองตัดภาพของเราว่า วันข้างหน้าเราอยากใช้ชีวิตแบบไหน เราลอง set ไปเลย ลองตั้งเลยว่าอีก 5 ปีข้างหน้า เราอยากทำอะไร อีก 10 ปีข้างหน้าเราอยากทำอะไร และอีก 20 ปีข้างหน้าเราอยากทำอะไร ทำไมเราจะต้องเป็นแบบนี้ ถามตัวเองคุยกับตัวเองเยอะๆ ไม่ใช่ว่าเราเพี้ยงนะครับ มันเป็นเรื่องปกติถ้าเราลองตั้งเป้าหมายดู ลองเขียนขึ้นมาว่าสิ่งที่เราเขียนลงไปคือสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราสนใจ สิ่งที่เราอยากได้มันคืออะไร นี่หล่ะครับสิ่งที่ผมอยากจะเน้นเลย เขียนติดผนังบ้าน หรือวางตรงที่ที่เราเห็นบ่อยๆนะครับ

  • กำหนดเป้าหมาย
  • ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน
  • ย้ำเตือนตัวเองให้ไปให้ถึงเป้าหมาย

สมมติ ว่าเราอยากมีบ้านในอีก 5 ปีข้างหน้า ราคา 5 ล้านบาท เราจะเก็บเงินได้ยังไง เท่าไหร่ กี่เดือน เมื่อไหร่ นี่หล่ะจะเป็นตัวกำหนดเราให้เดินไปตามนั้น

หรืออย่างผมอยากจะใช้ชีวิตพอเพียง อยากจะทำเกษตร อยากมีที่ดิน แต่ตัวเองกลับไม่มีที่ดิน เพราะเป็นลูกข้าราชการ ไม่มีที่ดิน ซื้อบ้านเป็นบ้านทาวเฮ้าส์ ที่นี้เราอยากทำแบบนั้นเพราะเรารู้สึกว่าชีวิตแบบนั้นมันดี มันยั่งยืน เราก็เลยอยากทำ

เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเริ่มวางแผนละ ซื้อบ้านหรือซื้อที่ดินราคาเท่าไหร่ ผมก็ต้องวางแผนอย่างนั้นไว้เหมือนกันก็เป็นเหมือนทุกคนนะว่าจะทำยังไง

หรือว่าบางคนอยากจะแต่งงาน อยากจะมีลูก ทุกอย่างที่เราควรจะต้องเซตไว้แล้วแบ่งเป็นหัวข้อ แล้วค่อยๆดู ค่อยๆวางแผนว่าเราจะไปในทางไหน

 

2.อัตราเงินเฟ้อ

เคยได้ยินกันไหมครับ สำหรับบางคนอาจะเคยได้ยิน หรือไม่เคยได้ยิน หรือเคยได้ยินแล้วแต่ยังไม่เข้าใจมันสักที วันนี้ผมก็จะมาพูดเรื่องอัตราเงินเฟ้อง่ายๆให้เข้าใจกันนะครับ

ลองให้คุณย้อนนึกตามผมไปนะ ย้อนไป 10 20 30 ปีที่แล้ว เราทานข้าวตามสั่ง 1 จานราคาเพียง 10-15 บาท แล้วนะวันนี้ข้าวตามสั่ง 1 จาน ราคา 50 บาทแล้วครับ

เห็นอะไรไหมครับ ข้าวตามสั่งแบบเดียวกัน จาก 10 บาท เป็น 50 บาทในระยะเวลา 30 ปี นั่นคือ
มีปัจจัยที่มาเกี่ยวข้อง สินค้า 1 ตัว ในระยะเวลา 30 ปี สินค้าจากราคา 10 บาท ณ ปัจจุบันราคาเปลี่ยนไปเป็น 50 บาท นั่นก็คืออัตราเงินเฟ้อ ไงล่ะครับ

เอาง่ายๆเลยคือว่าวันนี้เงินจะด้อยค่าลง และจะด้อยค่าลงทุกๆปี ปีละ 3% เลยล่ะครับ

 

3.สังคมผู้สูงอายุ

ปี 2018 ที่ผ่านมานี้เป็นปีของการเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยแล้วนะครับ สิ่งนี้ทำไมถึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องตระหนักถึงเรื่องของสังคมผู้สูงอายุ

ผมย้อนไปถึง generation ยุคของวัยทำงานอย่างเรา ก็ยุค gen Y เป็นยุคที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว และยุคก่อนหน้าเราคือยุคของพ่อแม่เรา ซึ่งมีอายุที่จะเข้าใกล้เกษียณละ

เป็นยุค Baby bloomer ซึ่งยุคนี้จะมีลูกเยอะ เป็นครอบครัวใหญ่ และคนกลุ่มนี้จะอยู่ในช่วงวัยที่จะเริ่มเกษียณ หรือเกษียณอายุไปแล้ว นั่นมีผลกระทบกับประเทศไทยอย่างไร

ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการรัฐที่จะต้องมาช่วยเหลือผู้ที่เกษียณเหล่านี้นะครับ  ถ้าใครที่ไม่ได้วางแผนเรื่องการเงินเอาไว้ก่อนเลย หรือว่าไม่ได้มีการเตรียมการไว้ก่อนเลย เค้าก็จะต้องเกษียณแบบไม่มีเงินเก็บ นึกดูนะครับ ถ้าเราไม่มีเงินเราจะอยู่อย่างไร ถ้าเราไม่ได้เตรียมการถูกไหมครับ ซึ่งยุคนี้จะเป็นปัญหามากๆ

ทีนี้พอมาถึงยุค gen Y อย่างเรา ยุควัยทำงานที่เตรียมการมีลูก และกำลังจะเข้าสู่วัยเกษียณ เราจะต้องเตรียมการอย่างไร ผมมองว่าช่วงอายุแบบนี้วัย 30++

มันควรที่จะคิดแล้วครับว่าการตั้งเป้า หรือการ set ว่าเราจะเกษียณแบบไหน และควรที่จะออกแบบการเงินยังไงให้ไปอยู่ตรงไหนมันจำเป็นแล้วครับ

ยุค gen Y ยุคนี้เป็นยุคที่ไม่ได้มีครอบครัวใหญ่ บางคนมีพี่น้อง 3 คน บางคนมีพี่น้อง 2 คน บางเป็นลูกคนเดียว คนเริ่มน้อยลง แล้วคนที่ยังโสดเขาจะอยู่ยังไงครับ เขาต้องเตรียมการเรื่องวัยเกษียณถูกไหมครับ ถ้าคนที่แต่งงาน อยู่2คนและจะมีลูกอีก แบบนี้เมื่อก้าวเข้าสู่วัยเกษียณเราจะเตรียมการยังไง

เมื่อเรารู้แล้วว่าเราจะเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุเราจะต้องเตรียมการอย่างไร
ซึ่งข้อมูลเฉลี่ยของคนไทยพบว่าผู้ชายจะมีอายุเฉลี่ยประมาณ 80 ปี
และผู้หญิงจะมีอายุเฉลี่ยประมาณ 83 ปี
ก็ลองดูนะครับว่าเราควรจะมีเงินเท่าไหร่หลังเกษียณ เก็บไว้ยังไงบ้าง ถ้าใครสนใจที่จะประมาณลองเข้ามาประเมินที่ moneyseries.net ก็ได้นะครับ

 

4.ค่ารักษาพยาบาล โรคร้ายแรง

ประเด็นสุดท้ายที่เราจำเป็นที่จะต้องตระหนักถึงก่อนจะไปออกแบบการเงินก็คือ ค่ารักษาพยาบาล และโรคร้ายแรง

ทำไมผมถึงมองว่าค่ารักษาพยาบาล และโรคร้ายแรงต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็น
เพราะว่าสิ่งนี้มีข้อมูล 1 ตัวเรื่องของค่ารักษาพยาบาล กลุ่มโรงพยาบาล ธุรกิจโรงพยาบาล มีอัตราเติบโตปีละ 10%-12%

คุณจำอัตราเงินเฟ้อในหัวข้อที่2ได้ไหมครับ ซึ่งอัตราเงินเฟ้อเติบโตแค่ 3% แต่โรงพยาบาลนั้นมีอัตราเติบโต 10-12% นั่นหมายความว่ายังไงครับ

คือเงินมันโตขึ้น การที่ธุรกิจโรงพยาบาลจะต้องโตมักจะมาพร้อมกับค่ารักษาที่แพงมากขึ้นเรื่อยๆ มองเห็นภาพไหมครับ เมื่อธุรกิจโรงพยาบาลเขาต้องการกำไร เงินก็ต้องโต เงินเฟ้อก็ต้องโต ค่ารักษาก็จะต้องโตไปด้วย

ทีนี้มามองการรักษาหนึ่งโรค เอาง่ายๆว่าการรักษาเข้าโรงพยาบาลเอกชนอย่างน้อยค่ารักษาก็ตกหลักหมื่นอัฟอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าเราเก็บเงินส่วนหนึ่งไว้รักษาก็จะช่วยได้ในส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเราก็ต้องมีการป้องกันความเสี่ยงการทำประกันโรคร้ายแรง ค่ารักษาพยาบาล

ผมจะเล่าประสบการณ์ของผมในเรื่องโรคร้ายแรง ค่ารักษาพยาบาลให้ฟังครับ
คุณแม่ผมเป็นโรคลิ้นหัวใจรั้ว และวันหนึ่งผมก็ไปโรงพยาบาลพาลูกค้าของผมไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เป็นโรงพยาบาลที่ค่อนข้างใหญ่เป็นอันดับหนึ่งเลยก็ว่าได้ ระหว่างที่รอลูกค้า

ผมก็เดินไปดูโบว์ชัวค่ารักษาพยาบาล เพราะผมอยากให้แม่ได้รักษาที่โรงพยาบาลดีๆ อยากรู้ว่าค่าผ่าตัดโรคลิ้นหัวใจรั่วอยู่ที่เท่าไหร่ คุณรู้ไหมครับว่าเท่าไหร่..?

ค่ารักษา ค่าผ่าตัดโรคหัวใจ อยู่ที่ 2 ล้านบาท โอ้ยแม่เจ้า!! 2 ล้านบาท…

ตัวเราเองเป็นมนุษย์เงินเดือน เป็นพนักงานประจำคนหนึ่ง เราไม่มีเงินเก็บขนาดนั้นอยู่แล้ว เราจะทำอย่างไร นี่ก็คืออีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากๆครับ

ต่อมาไม่นานเรื่องนี้ก็เกิดกับคุณพ่อของผม สิ่งหนึ่งที่ผมบอกว่าเคยเป็นเหมือนกับทุกคนก็คือเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับการทำประกันโรคร้ายแรง ประกันค่ารักษาพยาบาล
คุณพ่อผมเมื่อก่อนไม่ได้ตระหนักไม่ได้วางแผน ทำให้ตอนนี้กลายมาเป็นโรคร้ายแรง โรคมะเร็ง ซึ่งเงินค่ารักษาต้องใช้เยอะมากครับ

แต่ครอบครัวเรายังโชคดีที่คุณพ่อผมเป็นราชการที่ยังเบิกจ่ายตรงได้เป็นข้าราชการรัฐบาลแต่ความล่าช้ามันก็มีนะครับ เพราะคนเข้าโรงพยาบาลเยอะ พอคนเยอะก็ทำให้การรักษาล่าช้าออกไป นี่คือสิ่งที่ผมเสียดาย นี่คือประสบการณ์ของผมที่ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นทั้งกับครอบครัวผมเอง และครอบครัวเพื่อนๆทุกคนครับ

ถ้าเรารู้อยู่แล้วว่าเราป้องกันความเสี่ยงได้เราก็ควรป้องกันไว้ด้วยนะครับ เพื่อไม่ให้สายเกิดแก้ครับ

คนเรา เกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นเรื่องปกติครับ ไม่มีใครรู้หรอกว่าเราจะเจ็บป่วยเป็นโรคตอนไหน ถ้าวันนี้เราตระหนักถึงโรคร้ายแรงต่างๆ จะเป็นสิ่งที่ดีมาก

และถ้าเรามีการป้องกันความเสี่ยงเรื่องเหล่านี้เอาไว้ มันจะทำให้เรารู้ว่าเมื่อเราเกิดโรคร้ายแรง เราก็จะมีเงินรักษาและก็จะได้ไม่ต้องห่วง หรือกังวลเรื่องนี้นะครับ

และนี่ก็เป็นเรื่องหนึ่งนะครับที่อยากจะมาแชร์กัน อยากให้ทุกคนลองดูว่าเอาไปใช้กันชีวิตได้หรือเปล่า

เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนแนวคิด เพื่อสิ่งที่ดีกว่าในวันข้างหน้าของเราครับ

 

ติดตามเราได้จากหลากหลายช่องทางดังนี้
FB : https://web.facebook.com/moneyseriesprojects/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UC9v-IIpC25oyMYqZVjhA_GQ
Spotify : https://open.spotify.com/show/5ZwHPW1RhbMdugY1nPqA8J
Podbean : https://moneyseries.podbean.com/
Website : http://moneyseries.net
Line : @moneyseries https://line.me/R/ti/p/%40moneyseries

4 วิธีป้องกันการล่มจมจากโรคร้ายแรง ตอนที่ 1

4 วิธีป้องกันการล่มจมจากโรคร้ายแรง ตอนที่ 1

วิธีป้องกันตัวเองไม่ให้เป็น 4 โรคยอดฮิตแต่ร้ายแรงมากๆ ความรู้จาก เทคนิคการแพทย์โดยตรง แหวน แหวน จาก Moneyseries ของเรา ไปดูกันเลย

ดูผ่าน Youtube ได้ที่นี่   https://youtu.be/VnH0HzOLkD8

 

ทราบกันไหมคะว่าปัญหาสุขภาพเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้สำหรับคนไทย เนื่องจากว่าโรคส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นเป็นโรคเกี่ยวกับพฤติกรรมของเรานั่นเอง

เมื่อพฤติกรรมของเราผิดปกติก็จะทำให้เกิดโรคเรื้อรังจนทำให้มีปัญหาสุขภาพตามมา

ปัจจุบันโรคร้ายแรง 4 อันดับต้นๆที่เกิดกับคนไทย มีด้วยกันหลายโรค

 

1.โรคมะเร็ง

เป็นภัยเงียบ ที่เกิดกับคนไทยมากที่สุด และมีอัตราการตายสูงถึง 50,000 คนต่อปี

2.โรคหลอดเลือดหัวใจ

เกิดจากพฤติกรรมการทานอาหารของคนนั่นเอง คือการที่เราทานไขมันสูง ทำให้มีโอกาสที่ไขมันจะไปอุดตันในหลอดเลือด

3.โรคเบาหวาน

โรคเบาหวานก็มีส่วนสำหรับพฤติกรรมการกินเช่นกัน

4.โรคความดันโลหิตสูง

อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจไปนะคะ เพราะโรคเหล่านี้ไม่ได้เกิดแต่กับผู้สูงอายุ แต่บางครั้งที่เกิดกับคนอายุน้อยได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นจะดีกว่าไหมถ้าเราหาวิธีป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดโรคร้ายแรงเหล่านี้

 

 4 วิธีอย่างง่ายๆที่จะป้องกันไม่ให้เกิดโรคร้ายแรง

1.อาหาร

จากที่กล่าวมาโดยส่วยใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของพฤติกรรมการกิน เพราะฉะนั้นอาหารสำคัญมากๆเลยที่จะทำให้เกิดโรค การรับประทานอาหาร คือเราควรที่จะเลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง จำพวกของมัน ของทอด และขนมหวาน

2.ออกกำลังกาย

 

การออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกายของเรา การออกกำลังกายมีข้อดีไว้เพิ่มกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อเหล่านี้ จะไปทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายของเรา สมบูรณ์และมีมากขึ้น

ฉะนั้นเวลาที่เราทานอะไรเข้าไป ถ้าร่างกายของเรามีกล้ามเนื้อเยอะก็จะทำให้เราเผาผลาญได้ดีกว่าคนอื่นที่มีกล้ามเนื้อน้อย

3.การพักผ่อน

 

การพักผ่อนให้เพียงพออาจจะดูยากสำหรับหนุ่มสาววัยทำงาน ยิ่งถ้าทำงานในกรุงเทพฯ ก็จะต้องตื่นเช้า เลิกงานดึก แต่ถึงยังไงก็อยากให้ทุกคนหาเวลาพักผ่อนกันนะคะ

เพราะว่าในขณะที่ร่างกายพักผ่อนครบเวลาและครบชั่วโมงตามที่ร่างกายต้องการ จะทำให้ระบบของร่างกายเราซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกายของเรา และก็จะทำให้ฮอร์โมนต่างๆหลั่งไหลออกมา ทำให้ร่างกายของเราแข็งแรง สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

4.หลีกเลี่ยงมลพิษ

การหลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆที่เป็นมลภาวะพิษต่อร่างกาย เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ หรือว่าหลีกเลี่ยงมลภาวะพิษ

มลภาวะพิษ คือ มลภาวะที่เกี่ยวกับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งฝุ่นเหล่านี้จะมีผลโดยตรงกับระบบทางเดินหายใจของเรา ถ้าเกิดว่าเราหลีกเลี่ยงมลภาวะเหล่านี้ไม่ได้เราก็ต้องหาวิธีป้องกันด้วยนะคะ โดยการสวมหน้ากากอนามัยในขณะที่เราออกไปเผชิญฝุ่นเหล่านี้นะคะ

สรุปง่ายๆ 4 วิธีที่จะป้องกันไม่ให้เกิดโรคร้ายแรง

1.เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์
2.การออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ
3.การพักผ่อนให้เพียงพอ
4.หลีกเลี่ยงมลภาวะพิษต่อร่างกาย

หลายๆคนอาจจะคิดว่าพูดง่าย แต่ว่าทำยาก แต่เราอยากจะให้คิดกลับกันอีกนิดนะคะว่า

“คุณทำไม่ได้จริงๆหรือว่าคุณไม่ได้จริงจังที่จะทำมัน”

 

ติดตามเราได้จากหลากหลายช่องทางดังนี้
FB : https://web.facebook.com/moneyseriesprojects/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UC9v-IIpC25oyMYqZVjhA_GQ
Spotify : https://open.spotify.com/show/5ZwHPW1RhbMdugY1nPqA8J
Podbean : https://moneyseries.podbean.com/
Website : http://moneyseries.net
Line : @moneyseries https://line.me/R/ti/p/%40moneyseries

จัดการเงินอย่างไรเที่ยวกลับมาแล้ว ไม่ต้องกิน “แกลบ”

จัดการเงินอย่างไรเที่ยวกลับมาแล้ว ไม่ต้องกิน “แกลบ”

ใครคือ Travel Lover ต้องฟังค่ะ มาดูทริคดีๆ ในการวางแผนท่องเที่ยวแบบฟินๆ ให้เที่ยวได้แบบไม่ต้องห่วงว่ากลับมาจะต้องพึ่งแกลบพึ่งมาม่าอีกต่อไป ไปดูกันเลย

ดูผ่าน Youtube ได้ที่นี่   https://youtu.be/uv-kjkpPmJ8

 

ทริคดีๆ How to การท่องเที่ยวอย่างไรให้ไม่ต้องกลับมากินแกรบ

เพื่อนๆเคยเจอปัญหาเหล่านี้ไหมคะ

  • ทำงานหนักมาก
  • เจ้านายใช้งานเยอะ
  • ไม่มีเวลาพักผ่อน

ทุกๆคนโหยหาวันหยุดค่ะ เมื่อได้วันหยุดมาแล้ว ทุกคนก็อยากจะหาที่ท่องเที่ยวใช่ไหมคะ
พอหลังจากกลับมาจากท่องเที่ยวแล้วเนี่ย แทนที่จะฟินส์ แต่กลับมาเคลียดกว่าเดิม เพราะว่าเราใช้เงินในการท่องเที่ยวเกินงบที่เราตั้งไว้ บางคนกลับมาเป็นหนี้บัตรเครดิตเพิ่มเติมอีกนะคะ

ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปค่ะ ถ้าเกิดเรามีการวางแผนการท่องเที่ยวอย่างดีนะคะ

ซึ่ง​ life style ของมนุษย์ปัจจุบัน ก็คงหมดยุคของการที่จะเก็บเงินเพื่อการเกษียณ แล้วก็ไปท่องเที่ยวทีเดียวหลังเกษียณ หรือว่าจะต้องรอให้หนี้ทุกอย่างมันหมดไปก่อน ไม่ว่าจะเป็นหนี้บ้าน หนี้รถ ต่างๆ แล้วค่อยไปท่องเที่ยวแล้วแหละค่ะ

การท่องเที่ยวมีประโยชน์หลายอย่างเลยค่ะ​
อย่างแรกเลยสำหรับคนที่ทำงานหนัก เครียดมากๆก็จะได้เป็นการพักผ่อนสมอง
บางคนอาจจะใช้การท่องเที่ยวเพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ และได้ริเริ่มกลับมาทำงานในสิ่งที่ใหม่ๆ
บางคนอาจใช้การท่องเที่ยวเพื่อเป็นการทำเงินก็ได้นะคะ อาทิเช่น บล๊อกเกอร์ต่างๆ บางคนรีวิวคาเฟ่ บางคนรีวิวสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ

แหวนเป็นคนหนึ่งที่ชอบเที่ยวมากๆเลยค่ะ ไม่ว่าจะเที่ยวแบบสบายไปนั่งร้านกาแฟ ถ่ายรูป นั่งดูวิว
หรือว่าท่องเที่ยวแนว Advanceture ดำน้ำ บุกป่า ขึ้นเขา คือชอบไปหมดเลย เป็นแบบท่องเที่ยวเลิฟเว่อร์ไปเลยค่ะ เพราะฉะนั้นวันนี้แหวนก็จะมีทริคง่ายๆที่เราทุกคนสามารถจะปรับนำไปใช้ได้ในการที่จะเก็บเงินท่องเที่ยวค่ะ เรามาดูกันเลยค่ะว่ามีอะไรบ้าง

 

1.ตั้งเป้าหมาย

 

Set เป้าหมายไว้ค่ะ ว่าจริงๆแล้วเราอยากไปเที่ยวที่ไหนบ้าง ก็รับรองว่าหลายๆคนคงจะมีมากกว่า 1 ประเทศ หรือมากกว่า 1 สถานที่ในเมืองไทยนะคะ

หลังจากที่เราได้เป้าหมายแล้วเนี้ย แนะนำว่าต้องเข้าไปดูรายละเอียดของงบประมาณในการใช้จ่ายของทริปท่องเที่ยวด้วยนะคะ อาทิเช่น ต้องดูว่าค่าเดินทางประมาณกี่บาท ค่าที่พักเท่าไหร่ และก็อยากให้รวมค่าช้อปปิ้งเข้าไปในเป้าหมายนั้นด้วย

ใครที่ชอบเล่น social แบบแหวนเนี้ย แหวนเคยอ่านใน social มันจะมีบอกว่าเราไปท่องเที่ยวที่นี่ เราจะใช้งบแค่เท่านี้ เท่านี้ บาทเอง แต่พอไปทำกับตัวเองแล้วเนี้ย มันทำไม่ได้ค่ะ เราไม่สามารถที่จะคุมงบให้ได้แบบที่เขาเขียนรีวิว

เพราะฉะนั้นแล้วในเรื่องของเป้าหมายการท่องเที่ยว แนะนำว่าเพื่อนๆควรจะทำเป็นแบบไลฟ์สไตล์ของตัวเองเลยนะคะ ถ้าประหยัดได้ก็ให้ประหยัดไปเลย ส่วนคนที่ประหยัดไม่ได้แน่ๆ เราเป็นพวกแบบเห็นอะไรก็ต้องกิน เห็นอะไรก็ต้องซื้อ ก็ให้คุมงบประมาณไว้แบบรวมๆ เผื่องบประมาณไว้เลยนะคะ

 

2.บัญชีรายรับ – รายจ่าย

 

กลับมาดูเรื่องการเงินของตัวเองก่อนนะคะ โดยที่เราจะต้องทำบัญชีรายรับ – รายจ่ายในแต่ละเดือนค่ะ เมื่อเราได้เงินเดือนมาเรียบร้อยแล้ว เราจะต้องแบ่งค่าใช้จ่ายออกไปให้หมดก่อนเลยนะคะ

เริ่มแรกเลยเราจะต้องแบ่งค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นของเราก่อน
ค่าใช้จ่ายจำเป็นก็คือ ค่าบ้าน ค่ารถ ค่าผ่อนรถ ค่าผ่อนหนี้ต่างๆ ให้เพื่อนๆกันเงินส่วนนี้ออกไปก่อน

แล้วอันดับต่อมาที่จะต้องกันไว้นะคะ นั่นก็คือ เรื่องของการเก็บออม ปัจจุบันเราจะต้องเก็บออมอย่างน้อย 10%ของรายรับของเรา เพื่อใช้ในการเก็บออมนะคะ

เมื่อเราได้ส่วนของค่าใช้จ่ายจำเป็น เรื่องของการเก็บออมไปเรียบร้อยแล้ว เราก็มาดูเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเรา เช่น ค่ากินในแต่ละวัน ค่าเดือนทางไปทำงาน หรือว่าค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพย์ ขอให้รวมให้หมดเลยนะคะ

เมื่อทำเรื่องบัญชีรายรับ – รายจ่ายแล้ว เพื่อนๆก็จะได้เงินคงเหลือออกมา

สำหรับใครที่ไม่เคยทำเรื่องรายรับรายจ่ายเลยนะคะ แนะนำแอปพลิเคชันสำหรับบันทึกรายรับรายจ่าย นั่นก็คือ Moneylover โดยที่เราต้องแอดข้อมูลเข้าไป ว่าเราจ่ายอะไรไปบ้างในแต่ละวัน แล้วเราจะรู้ว่าสรุปสุดท้ายแล้วในแต่ละเดือนเราจ่ายงบอะไรไปบ้าง เพื่อนๆลองดาวโหลดไปใช้กันดูได้นะคะ

 

3.คำนวณเงินคงเหลือ

 

นำเงินคงเหลือจากข้อ 2 มาคำนวณดูว่าถ้าเราเก็บเงินคงเหลือในแต่ละเดือน เราจะต้องเก็บอีกกี่เดือน ถึงจะสามารถไปท่องเที่ยวในแบบที่เราวางแผนไว้ในตอนแรกได้

แล้วสำหรับใครที่ทำทั้งหมดแล้ว เหลือเงินคงเหลือน้อยมากเลย แล้วควรจะทำยังไงดีล่ะ เพราะเงินคงเหลือน้อยมาก จะไปเที่ยวก็ลำบากใช่ไหม

เพราะฉะนั้นให้กลับไปดูในข้อ 2 ก่อนว่าค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเรา มันมีส่วนไหนบ้างที่สามารถคุมงบได้ อย่างบางคนคงต้องงดการกินหรูอยู่สบายไปบ้าง เพื่อจะให้เหลือเงินคงเหลือมากขึ้นนะคะ แต่สำหรับใครที่ไม่ว่าจะคุมเงินยังไงก็ยังเหลือเงินคงเหลือน้อยอยู่ดี

ก็แนะนำว่าควรจะหาอาชีพเสริมแล้วค่ะ ในปัจจุบันแหวนเชื่อว่าหลายๆคนคงจะมีมากกว่า 1 อาชีพ พนักงานประจำ พนักงานบริษัท เดี๋ยวนี้้ค้าขายออนไลน์กันเยอะแยะ หรือว่าบางคนอาจจะมีงานอดิเรกอะไรที่สามารถทำเงินให้ได้ ก็ลองค้นหาดูเผื่อจะเพิ่มรายได้ให้กับเรานะคะ

แหวนเชื่อว่าเพื่อนๆชาว moneyseries ทุกคนเก่งอยู่แล้ว คงจะหารายได้เพิ่มเติมได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร

สรุปสุดท้าย วิธีการเก็บเงินอย่างไรเพื่อให้ไปท่องเที่ยวอย่างฟินส์ๆแล้วก็ไม่ต้องกลับมาเครียดกับปัญหาเรื่องเงินที่จะตามมา
1.ตั้งเป้าหมายก่อนว่าอยากไปเที่ยวที่ไหน ตั้งงบประมาณไว้
2.ดูบัญชีรายรับ – รายจ่ายของตัวเอง
3.คำนวณเงินคงเหลือว่าจะต้องเก็บเพิ่มอีกกี่เดือนเพื่อไปท่องเที่ยว

 

ติดตามเราได้จากหลากหลายช่องทางดังนี้
FB : https://web.facebook.com/moneyseriesprojects/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UC9v-IIpC25oyMYqZVjhA_GQ
Spotify : https://open.spotify.com/show/5ZwHPW1RhbMdugY1nPqA8J
Podbean : https://moneyseries.podbean.com/
Website : http://moneyseries.net
Line : @moneyseries https://line.me/R/ti/p/%40moneyseries

มนุษย์เงินเดือนลงทุนยังไงให้รุ่ง

มนุษย์เงินเดือนลงทุนยังไงให้รุ่ง

ถ้าคุณคือมนุษย์เงินเดือน ห้ามพลาด เราจะมาบอกว่าประกันที่จำเป็นต่อความมั่งคั่งของคุณมีอะไรบ้าง และทำไมประกันจึงขาดไม่ได้สำหรับคนที่ต้องการความมั่งคั่ง ไปดูกันเลย

ดูผ่าน Youtube ได้ที่นี่ https://youtu.be/yuvvjCBYCU0

 

สำหรับใครที่เป็นมนุษย์เงินเดือนที่ต้องการเรียนรู้เรื่องการลงทุน และกำลังเลือกตัดสินใจว่าตัวคุณเหมาะกับการลงทุนแบบไหน

วันนี้ผมจะมาแชร์ประสบการณ์และมาเล่าให้ทุกคนฟังกันนะครับ
แต่ก่อนผมเองก็เป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนทุกคนหล่ะครับ แต่ผมมีเป้าหมาย นั่นก็คือ ผมอยากรวย อยากมีเงินเก็บสักก้อนหนึ่งเพื่อไปทำธุรกิจ

แล้วผมก็ลองมองดูการลงทุน ลองศึกษาหาข้อมูล หาหนังสือมาอ่าน ว่ามันมีธุรกิจอะไรบ้าง การลงทุนแบบไหน ดูว่าอะไรที่เหมาะกับตัวเรา

ผมได้ศึกษาการเงินไปเรื่อยๆ และผมก็เริ่มที่จะลงทุน ผมตั้งเป้าหมายของผมเอาไว้แล้ว
ประเด็นคือเมื่อผมไปเจอหนังสือเกี่ยวกับการวางแผนการเงินส่วนบุคคล หรือที่ประเทศไทยของเราจะเรียกว่าสมาคมนักวางแผนการเงิน ซึ่งที่นี่ก็จะให้เราเข้าไปอบรม หาความรู้ มาใช้ในการวางแผนการเงิน และการลงทุน

เพราะว่าที่จริงแล้ว การลงทุนมันไม่ได้มีแค่การลงทุนเพื่อให้เรารวย หรือเพื่อให้เรามีแผนไว้สำหรับเกษียณได้อย่างเดียว การลงทุนมีหลายอย่าง

แต่ก่อนที่เราจะเน้นเรื่องการลงทุนนั้น เราควรจะรู้ก่อนว่าฐานะทางการเงินของเราเป็นอย่างไรครับ บางคนอาจจะมีภาระหลายเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ กับบางคนที่ไม่ได้มีภาระอะไรเลย ต้องรู้และวางแผนเรื่องนี้ให้เป็นก่อนที่จะนำเงินทั้งหมดมาทุ้มกับการลงทุนอย่างเดียวครับ

เช่น
เอ เป็นหัวหน้าครอบครัว ทำงานคนเดียวเพื่อส่งลูกเรียน
กับ บี ชายหนุ่มโสด ทำงานใช้เงิน
ซึ่งทั้งสองคนนี้จะแตกต่างกัน ก็จะทำให้การวางแผนการเงินนั้นต่างกัน เพราะ เอมีภาระที่ต้องรับผิดชอบ แต่บีไม่ได้มีภาระอะไรเลย

ดังนั้นผมจึงอยากให้มองหลายๆด้าน ทั้งเรื่องวางแผนความเสี่ยงต่างๆ เรื่องการเก็บเงินไว้ในที่ต่างๆ แล้วค่อยมองเรื่องของการลงทุน

ข้อจำกัดของมนุษย์เงินเดือน

1. เวลา เพราะเราต้องทำงานอย่างเต็มที่ให้กับนายจ้างของเรา กลับบ้านเราก็ต้องคิดงาน ตื่นเช้ามาเราก็ต้องไปทำงาน ขยันเพื่อให้ได้เป็นพนักงานดีเด่นในบริษัทของเราให้ได้ ซึ่งเราจะเสียเวลาไปกับการทำงานประจำนั่นเอง

2. ความรู้ในการลงทุน  แล้วแต่คนว่าใครจะศึกษาหาข้อมูลได้มากกว่ากัน แล้วตัดสินใจว่าตัวเองเหมาะกับอะไร

3. ครอบครัว ครอบครัวแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนไม่มีภาระทางการเงิน เช่น ไม่มีหนี้สิน
หรือบางครอบครัว อาจจะเป็นครอบครัวใหญ่ มีหลายคนให้ดูแล การเงินก็จะแตกต่างกับ การเลือกการลงทุนก็จะแตกต่างกันไปนั่นเอง

การจัดการการลงทุน

1. เป้าหมาย ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าเราอยากมีอะไร อยากได้อะไร เช่น วันนี้ผมอยากมีบ้านในอีก 3 ปีข้างหน้า บ้านราคา 3 ล้าน ดอกเบี้ย 10%  เราต้องเก็บเงินไว้ในอะไรบ้าง แล้วใน 3 ปีเป็นการลงทุนระยะอะไร ความเสี่ยงเราจะผิดพลาดได้เยอะแค่ไหน

อยากตัวผมก็อาจจะเลือกเก็บเงินไว้ในที่ที่ไม่ได้เสี่ยงมาก เช่น ในกองทุนรวม ที่ไม่ใช่กองทุนผสม ตราสารหนี้ เก็บในที่ที่ค่อนข้างชัวร์นิดนึงว่าในอีก 3 ปีข้างหน้าเราจะมีเงินดาวน์บ้านแน่นอน

โดยที่เป้าหมายจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ
            – เป้าหมายระยะสั้น
            – เป้าหมายระยะกลาง
            – เป้าหมายระยะยาว

ซึ่งการลงทุนส่วนใหญ่ที่ผมเห็น หลายๆคนมักจะเป็นการลงทุนระยะสั้น เพราะว่าเราอาจจะเห็นสื่อต่างๆ หรือเห็นคนที่ประสบความสำเร็จต่างๆจากการลงทุนระยะสั้นแล้วประสบความสำเร็จ แต่การออมเงินหรือการลงทุนระยะยาวส่วนใหญ่จะได้ผลตอบแทนค่อนข้างที่จะดีกว่า และถ้าเราเข้าใจมันจริงๆ มันจะให้ผลตอบแทนที่แน่นอน และความเสี่ยงจะน้อยกว่าในระยะสั้นนะครับ

ผมก็อยากให้มนุษย์เงินเดือนมองตรงนี้ด้วยนะครับ แย่าคิดว่าเราจะต้องรวยอย่างเดียว เราควรมองไปถึงเป้าหมาย หรือมองไปไกลไว้ก่อนว่าวันนี้เราต้องการอะไรกันแน่ และเรามีความเสี่ยงอะไร

2. ภาพรวมของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด  ผมแนะนำให้ศึกษาใน เว็บไซส์ของสมาคมนักวางแผนการเงิน หรือ ติดตามใน moneyseries.net ได้นะครับ

        2.1) การประกันความเสี่ยง : การทำประกันชีวิตหรือประกันสะสมทรัพย์ที่คนทุกคนควรที่จะต้องมี เพื่อว่าการออมเงินในประกันทำให้เราได้เงินชัวร์แน่นอน ถึงจะไม่ได้ผลตอบแทนที่สูง แต่มันเป็นการลงทุนด้านความเสี่ยงในระยะเวลาหนึ่ง ที่จะทำให้คุณมีแผนที่มั่นคงเป็นพื้นฐานของพิรามิดการวางแผนทางด้านการเงิน

        2.2) พันธบัตรรัฐบาล ,สลากออมสิน : เป็นการลงทุนที่ไม่ได้เสี่ยงอะไรเลย แต่เป็นการลงทุนที่ค่อนข้างยาวนิดนึง

3. วางแผนการลงทุนรอบด้าน

       3.1) ลงทุนสุขภาพ

       3.2) พันธบัตรรัฐบาล : ออมเงินฝากประจำ เป็นอะไรที่แน่นอน เป็นการลงทุนระยะสั้น

       3.3) กองทุนรวม : มีความสับซ้อนขึ้นมาในระดับหนึ่ง เกินพวกออมทรัพย์ระยะสั้น ออมทรัพย์รายเดือน ออมทรัพย์รายปี ก็จะเสี่ยงขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังไม่ได้เสี่ยงอะไรมาก
                   กองทุนรวมมีด้วยกันหลายแบบ
              – กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์
              – กองทุน REIT
              – กองทุนรวมผสม
              – กองทุนรวมในหุ้น พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้
ก็เหมาะกับมนุษย์เงินเดือน เพราะเป็นมีความเสี่ยงที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนรับได้ ถ้าเราลองศึกษาจริงจัง และควรจะเลือกให้ถูก ให้เหมาะกับตัวเอง

        3.4) การลงทุนในหุ้น : การเลือกหุ้นที่ใหญ่ที่มีความน่าเชื่อ เพราะความเสี่ยงความผันผวนของหุ้นจะมีน้อย ทำให้เราลงทุนในระยะยาวได้ หรือว่าเลือกหุ้นที่มีปันผล อยากให้ลองทำ ลองกระจายความเสี่ยงออกไป
เพื่อดูว่ามันจะไปถึงเป้าหมายได้เท่าไหร่ และมองว่าการโตของหุ้น การลงทุนต่างๆ ผลตอบแทนที่เราคาดหวังอยู่ประมาณกี่เปอร์เซ็น

และในทุกๆปีเราก็ควรที่จะมาประเมินดูว่าเป้าหมายการเงินและผลตอบแทนหรือผลลัพธ์ทางการเงินการเก็บออมแต่ละปี ว่าเป็นไปตามแผนเราหรือไม่ เพราะการลงทุนไม่ได้ทำแค่ปีเดียว ทุกคนมีความต้องการที่เพิ่มขึ้น การลงทุนจึงต้องปรับเปลี่ยนไปตามช่วงอายุและความต้องการของเรา ไม่มีใครมีแผนการเงินเดียวแล้วเสร็จ อยู่ไปได้จนเกษียณ หรือจนจากไปบนโลกนี้นะครับ

ติดตามเราได้จากหลากหลายช่องทางดังนี้
FB : https://web.facebook.com/moneyseriesprojects/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UC9v-IIpC25oyMYqZVjhA_GQ
Spotify : https://open.spotify.com/show/5ZwHPW1RhbMdugY1nPqA8J
Podbean : https://moneyseries.podbean.com/
Website : http://moneyseries.net
Line : @moneyseries https://line.me/R/ti/p/%40moneyseries

มนุษย์เงินเดือนวางแผนประกัน เพื่อความมั่งคั่งในอนาคต

มนุษย์เงินเดือนวางแผนประกัน เพื่อความมั่งคั่งในอนาคต

ถ้าคุณคือมนุษย์เงินเดือน ห้ามพลาด เราจะมาบอกว่าประกันที่จำเป็นต่อความมั่งคั่งของคุณมีอะไรบ้าง และทำไมประกันจึงขาดไม่ได้สำหรับคนที่ต้องการความมั่งคั่ง ไปดูกันเลย

ดูผ่าน Youtube ได้ที่นี่ https://youtu.be/QmrZrCLJLdA

 

 

สำหรับใครที่เป็นมนุษย์เงินเดือนที่อยากวางแผนด้านประกันความเสี่ยง ด้านพื้นฐานชีวิตให้ถูกต้อง วันนี้ต้องดูนะครับ

 

การประกันความเสี่ยง การวางแผนในด้านต่างๆ

 

การประกันเป็นพื้นฐานจำเป็นของพิรามิดทางการเงินอยู่แล้ว แต่เมื่อก่อนการเสนอผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตหรือผลิตภัณฑ์ประกันภัย มันเป็นอะไรที่เชิงการขายเกินไป บอกแต่ว่าทุกอย่างดีหมด ตัวนี้คุณควรซื้อไว้นะ บราๆ

เมื่อสอบถามหลายๆคนบอกว่าเข้าใจในผลิตภัณฑ์พวกนี้น้อยไปหน่อย หรือบางคนอาจจะไม่เข้าใจผลิตภัณฑ์นั้นเลยแต่ก็ซื้อไว้เพราะมีคนแนะนำ เมื่อซื้อแล้วกลับกลายเป็นว่าไม่เหมาะกับตัวเอง จึงทำให้เสียผลประโยชน์นั้นไป

ประกันความเสี่ยง จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ

 

1.ประกันคน

 

– ประกันชีวิต
ประกันหลัก มีไว้เพื่อประกันความเสี่ยงให้ครอบครัว ถ้าเราเสียชีวิตเราก็ไม่ได้ใช้เงินก้อนนี้ เงินก้อนนี้จะมีไว้สำหรับคนข้างหลัง

เช่น เราเป็นหัวหน้าครอบครัว มีภาระที่ต้องดูแล เราจะต้องดูเรื่องของทุนประกันชีวิตเวลาเราเสียชีวิต เราอยู่ในช่วงวัยทำงาน ซึ่งจะมีความเสี่ยงอยู่แล้ว ถ้าวันนี้เราเกิดเหตุฉุกเฉินเสียชีวิตไปครอบครัวเราจะอยู่ยังไง
ซึ่งทุกคนสามารถไปคำนวณเพื่อดูเรื่องทุนประกันที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้ในแพลตฟอร์มของ moneyseries.net ได้เลยนะครับ

– ประกันสุขภาพ
ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง ประกันค่ารักษาพยาบาล เรื่องพวกนี้จำเป็นมากครับ เพราะการรักษาพยาบาลเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากๆ ค่าใช้จ่ายเรื่องโรคร้ายแรงต่างๆ เช่น โรงมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดในสมอง พวกนี้เป็นอะไรที่มันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ผมไม่อยากให้ทุกคนมองข้าม เพราะการที่เราเป็นมนุษย์เงินเดือนโดยส่วนใหญ่จะมีเงินก้อนที่ไว้ช่วยรักษาตัวเองน้อยมากๆครับ ในยุคปัจจุบันมนุษย์เงินเดือนที่มีเงินเก็บหลักล้านมีน้อย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราป้องกันได้ ก็คือ การทำประกันเรื่องความเสี่ยง โรคร้ายแรงเอาไว้ เพราะเรื่องพวกนี้ค่าใช้จ่ายน้อยมาก จ่ายหลักพัน ก็อาจจะคุ้มครองวงเงินหลายล้านบาทได้แล้วครับ

 

2.ประกันสินทรัพย์

 

การประกันสินทรัพย์ของเรา เช่น บ้าน รถยนต์ ประกันอัคคีภัย เรื่องพวกนี้เราก็ควรทำ แต่โดยส่วนใหญ่คนเรามักจะไม่พลาดอยู่แล้วกับการทำประกันรถยนต์ ประกันภัยชั้น 1 เลยทีเดียว แต่มักมองข้ามเรื่องการทำประกันชีวิต

คนส่วนใหญ่มักจะทำประกันบ้าน ประกันรถยนต์ ซึ่งของเหล่านี้เป็นวัตถุ แต่เราให้ความสำคัญกับวัตถุมากกว่า ซึ่งจริงๆแล้ว ผมอยากให้มองรอบด้าน มีประกันรถยนต์ มีประกันบ้านดีแล้ว แต่ในส่วนของประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ค่ารักษาพยาบาลพวกนี้ เราก็ควรจะวางแผนไว้ด้วยนะครับ

สำหรับมนุษย์เงินเดือนถ้าเจ็บป่วยขึ้นมาที ผมว่าค่ารักษาเป็นเงินที่เยอะ เป็นค่าใช้จ่ายที่มันอาจจะไม่คาดคิดเลยก็ได้ เคยได้ยินไหมครับว่า เราออมเงินมา ก็เพื่อจะเอาไปเที่ยว ใช้ยามเกษียณ แต่วันหนึ่งเราเก็บเงินมาทั้งชีวิตเพื่อเอามารักษาตัวเอง ถ้าใครที่ไม่อยากให้เกิดเรื่องพวกนี้ก็วางแผนเอาไว้ด้วยนะครับ

สำหรับมนุษย์เงินเดือนในความคิดของผม สิ่งที่ผมมองว่าจำเป็นนอกเหนือจากประกันชีวิต ที่ผมอยากจะเน้นมากๆเลยนั่นก็คือ ประกันโรคร้ายแรง ประกันสุขภาพ ค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาล

ถ้าคุณบอกว่าคุณมีสวัสดิการของโรงงาน ขององค์กร ของบริษัท หรือถ้าคุณมีสวัสดิการที่เบิกจ่ายตรงได้ก็ถือว่าดีครับ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือเราควรจะวางแผนเรื่องพวกนี้ไว้ด้วย เราควรจะรู้ด้วยนะครับ ว่าตอนนี้เรามีการวางแผนประกันสุขภาพไว้เท่าไหร่ แล้วถ้าเราขายเหลืออะไร เราก็เอามาวางแผนเพิ่ม

แล้วในเมื่อมีอยู่แล้ว จะวางแผนเพิ่มเพราะอะไร เพราะว่าถ้าวันหนึ่งคุณเกิดฉุกเฉิน ถ้าคุณเป็นราชการคุณอาจจะนึกว่าคุณสามารถเบิกจ่ายได้แค่นี้ก็พอแล้ว แต่เมื่อวันหนึ่งถ้ามันฉุกเฉินขึ้นมา คุณต้องใช้เงินก้อนในการสำรองจ่ายทันที แล้วคุณจะมีเงินจากไหนครับ

การวางแผนพวกนี้คุณจ่ายแค่หลักพันก็สามารถป้องกันความเสี่ยงในหลักล้านได้แล้วครับ ผมก็ไม่อยากให้ทิ้งตรงนี้

สำหรับใครที่ยังไม่มีสวัสดิการที่เพียงพอ อันนี้จำเป็นมากๆที่ควรจะทำไว้เลยนะครับ ส่วนสำหรับเรื่องของการประกันสุขภาพ การประกันโรคร้ายแรง moneyseries ก็ได้ทำเรื่องการประเมินออกมาว่าแต่ละคนเป็นยังไง ก็ลองติดต่อกันเข้ามาได้ มาใช้แพลตฟอร์มของเราดูนะครับ ทีมงาน moneyseries จะพยายามปรับปรุงและพัฒนาเพื่อให้ทุกคนได้ลองใช้กันนะครับ

สิ่งที่ผมอยากจะฝากเอาไว้ ทุกคนเคยได้ยินคำนี้ไหมครับ

รู้อะไรไม่สู้เท่า รู้งี้

นั่นหล่ะครับคือสิ่งที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะผมก็เคยเป็นแบบนั้นเหมือนกัน โอ้ย!!ถ้าเรารู้อย่างงี้เราทำไปแล้ว ถ้ารู้งี้เราทำไปนานแล้ว

ปกติแล้วคนเราจะวางแผนกันในระยะสั้นๆ ไม่ได้มองไกลๆ ไม่ได้มองครอบคลุม ถ้าเรามองครอบคลุมมองระยะยาวว่าถ้าเราจ่ายเท่านี้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงประมาณเท่านี้ เมื่อมีเงินเหลือแล้วเราก็สามารถเลือกลงทุน เลือกทำอย่างอื่น เราจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงในเรื่องของภาพรวมทั้งหมด

 

ติดตามเราได้จากหลากหลายช่องทางดังนี้
FB : https://web.facebook.com/moneyseriesprojects/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UC9v-IIpC25oyMYqZVjhA_GQ
Spotify : https://open.spotify.com/show/5ZwHPW1RhbMdugY1nPqA8J
Podbean : https://moneyseries.podbean.com/
Website : http://moneyseries.net
Line : @moneyseries https://line.me/R/ti/p/%40moneyseries

4 สิ่งที่ต้องตระหนัก กับ อนาคตที่กำลังจะมาถึง

4 สิ่งที่ต้องตระหนัก กับ อนาคตที่กำลังจะมาถึง

พบกับ 4 สิ่งที่เราต้องเตรียมรับมือกับอนาคตที่กำลังจะมาถึงอันใกล้ เพื่อให้เราสามารถอยู่รอดได้ในยุคที่โลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว มีอะไรบ้างที่จะช่วยให้ชีวิตของเราดีขึ้นได้ ไปดูกันเลย

ดูผ่าน Youtube ได้ที่นี่ https://youtu.be/yuvvjCBYCU0


1. โลกหมุนไวขึ้น

นวัตกรรม (Innovation) หรือ เทคโนโลยี (Technology) ที่เปลี่ยนแปลงไวมาก เช่น โทรศัพย์มือถือ คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต

ยกตัวอย่างเช่น โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อ โนเกีย (Nokia) แต่ก่อนเป็นโทรศัพท์ที่นิยมใช้กันมาก เนื่องจากราคาไม่แพง ทนทาน แต่ในปัจจุบันโนเกียได้หายไปจากวงการโทรศัพท์แล้วเพราะเขาไม่เปลี่ยนตัวเองให้ทันกับโลก ซึ่งคู่แข่ง เช่น ซัมซุง ไอโฟน เขาปรับตัวตลอดให้ทันเทคโนโลยีเสมอทำให้เขายังครองตลาดอยู่

ซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีเทคโนโลยีใหม่ๆที่เข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็น AI หรือblockchain

โลกอนาคตจะเปลี่ยนไปยังไง แล้วเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเหล่านี้จะมีผลกระทบต่อครอบครัวเรายังไง ถ้าเรายังไม่ได้พัฒนาไปตามโลก

ถ้าเรารู้ก่อนเราก็จะมีโอกาสเปลี่ยนไปเร็วกว่าคนอื่น เหมือนคำพูดที่ว่า

เปลี่ยนก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน – เเจ็ค เวลส์

ซึ่งเมื่อเราโดนบังคับให้เปลี่ยนแล้วมันจะรู้สึกขัดกับเรา ดังนั้นถ้าเรารู้ก่อนว่าในอนาคตจะต้องเปลี่ยน เราก็ควรที่เปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้ก้าวทั้งกับโลก

2. สังคมผู้สูงอายุ

ปี 2018 ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เมื่อโลกเปลี่ยนไปเทคโนโลยีดีขึ้น การแพทย์ดีขึ้น ก็จะทำให้คนเราอายุยืนยาวขึ้น

และถ้าวันนี้เราอายุยืนขึ้น เป็น 70, 75, 80 หรืออาจจะอายุยืนถึง 100 ปี แล้วจะมีผลกระทบอะไร

ประเด็นแรกที่เราจะต้องนึกถึงเมื่อเราอายุยืนขึ้น คือ เงิน เราจะต้องเตรียมเงินไว้เท่าไหร่ในยามที่เราแก่ขึ้น เพื่อให้เรามีใช้จ่าย จนกว่าจะถึงวันที่เราหมดอายุขัย ซึ่งถ้าเราจากไปก่อนเวลาที่เราคำนวณไว้มันก็ไม่มีผลกระทบอะไร
แต่ถ้าเรามีเงินถึงแค่อายุ 70 ปี แต่เรายังไม่ถึงเวลาที่ต้องจากโลกนี้ไป แล้วในช่วงเวลาที่เหลืออยู่เราจะเอาเงินที่ไหนใช้ ในเมื่อเราไม่ได้วางแผน ดังนั้นเราทุกคนจึงต้องวางแผนเกษียณให้ดีขึ้น

หลายๆคน อยากเกษียณสักอายุ 50 หรือ 55 ปี อยากเกษียณเร็วขึ้น
หลายๆคน อยากมีอิสระภาพทางการเงิน
เพราะฉะนั้นเราต้องตัวในระยะเวลาลังจากเกษียณเราจะต้องเตรียมเงินยังไง

ซึ่งจากสถิติผู้ชายจะมีอายุเฉลี่ยประมาณ 80 ปี จากเมื่อก่อน 75 ปี
ผู้หญิงจะมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 83 ปี ซึ่งจะสูงกว่าผู้ชาย

โดยที่ในปัจจุบันโรงพยาบาล หรือสถานเอกชนต่างๆ ก็เริ่มเตรียมที่พักไว้สำหรับคนชรา มีคนมาดูแลผู้สูงอายุ สร้างเป็น Community หรือสังคมผู้สูงวัย เพื่อเตรียมตัวให้คนชราเข้ามาอยู่ด้วยกัน เพราะว่าคนสูงอายุจะมีการเจ็บป่วยง่าย และบางคนไม่มีลูกหลานดูแลแล้ว สังคมไม่มี จึงต้องย้ายมาอยู่ที่นี่ ซึ่งในต่างประเทศมีแบบนี้มาก่อนแล้ว แต่เมืองไทยเริ่มเห็นความสำคัญเรื่องนี้และเริ่มเตรียมตัวแล้ว

3. อัตราค่ารักษาพยาบาล

เรื่องสำคัญอีกเรื่องที่เราต้องตระหนักเมื่อเราอายุยืนขึ้น นั่นก็คือ เรื่องค่ารักษาพยาบาล ค่ารักษาโรคร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดในสมอง ซึ่งโรคเหล่านี้จะต้องใช้เงินในการรักษาเยอะมาก

และอัตราค่ารักษาพยาบาลก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้นเราจึงต้องวางแผนค่ารักษาพยาบาลให้ดีค่ะ

โรคต่างๆ ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องอายุเยอะเท่านั้นนะคะ คนอายุน้อยๆก็เกิดโรคได้เหมือนกันค่ะ

ดังนั้นวางแผนและเตรียมตัวรับมือกับโรคต่างๆให้ดีค่ะ เพื่อที่จะไม่ทำให้ค่ารักษาพยาบาลมากระทบกับเงินให้กระเป๋าของเราค่ะ

เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้น นั่นก็คือ 
Genetic Engineering เป็นเทคโนโลยีที่ทำการเคลื่อนย้ายยีน (gene) จากสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์หนึ่งไปสู่สิ่งมีชีวิตอีกสายพันธุ์หนึ่ง

ในยุคสมัยนี้มีเทคโนโลยีทางการแพทย์คือ การเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ ซึ่งเราสามารถตัดไตบริจาคให้คนในครอบครัวได้ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าพี่น้องเราจะบริจาคให้ได้ทุกคน จะต้องมีการทำเรื่องของยีนว่าสามารถเข้ากันได้ไหม

ต่อไปก็มีอวัยวะเทียมที่มาแทนอวัยวะจริงของเรา

เคสคุณแอนเจลีนา โจลี
เขานำเลือดของเข้าไปตรวจในแลปเพื่อที่จะสกัดยีนหาเปอร์เซ็นที่จะเป็นมะเร็ง
และมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งชนิดไหน และแนวทางการรักษาของเขา เขาจะทำยังไง
ซึ่งการทำวิธีนี้จะต้องใช้เวลาและใช้เงินที่สูง

และในกรณีที่เป็นมะเร็งอยู่แล้ว
ยังสามารถที่จะบอกได้ว่าร่างกายของเราตอบสนองกับการรักษาแบบไหน เพราะการรักษามะเร็งมีทั้งการให้คีโมและการฉายแสง

บางคนให้คีโมแล้วผมร่วง บางคนไม่เป็นอะไรเลย
บางคนให้ยาคีโมไปแล้วทานข้าวไม่ได้เลย แต่กลับบางคนไม่รู้สึกอะไรเลย

แลปตัวนี้สามารถที่จะบอกได้ด้วยว่าแนวทางการรักษาของเราเป็นยังไง เราควรจะให้คีโมหรือควรจะฉายแสง แบบไหนที่ดีกว่ากัน ซึ่งเป็นการพยากรณ์อย่างหนึ่ง

4. อัตราเงินเฟ้อ

“อัตราเงินเฟ้อ” คือ ภาวะที่ราคาสินค้า หรือบริการเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าเงินลดลง
เช่น เมื่อ 10 ปีก่อน ซื้อก๋วยเตี๋ยวจานละ 20  บาท วันนี้เรามีเงิน 20 บาทเท่าเมื่อก่อน แต่เราไม่สามารถซื้อข้าวกินได้แล้ว เพราะเงินเฟ้อขึ้น

ถ้าเราเอาเงินไว้เฉยๆ ไว้ในธนาคาร บัญชีออมทรัพย์ เงินมันก็จะเฟ้อไป ซึ่งเกิดจากการที่อัตราดอกเบี้ยของธนาคารน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อของประเทศ
เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ควรเอาเงินไว้แต่ในธนาคารอย่างเดียว

หรือถ้าเราเก็บเงินไว้เฉยๆเราก็จะจนลงเรื่อยๆ เพราะเงินมันด้อยค่าลง
ยกตัวอย่างเช่น : เรามีเงิน 100,000 บาทวันนี้ ดูเหมือนจะเยอะ อีก 10 ปีข้างหน้า 100,000 บาทอาจจะไม่เยอะเพราะมูลค่าของเงินมันน้อยลง

สรุป

1.Technology & Innovation
2.สังคมผู้สูงอายุ
3.อัตราค่ารักษาพยาบาลและเทคโนโลยีการรักษาพยาบาล
4.อัตราเงินเฟ้อ

4 เรื่องนี้ไม่ได้น่ากลัวค่ะ ถ้าเราเริ่มศึกษาและเรียนรู้ตั้งแต่ตอนนี้ เราอยากให้ทุกคนตระหนักและเห็นความสำคัญกับอนาคตที่กำลังจะมาถึง เพราะว่า

คนเราเมื่อตระหนักในสิ่งใดแล้ว เราจะค่อยๆเรียนรู้และพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ

ติดตามเราได้จากหลากหลายช่องทางดังนี้
FB : https://web.facebook.com/moneyseriesprojects/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UC9v-IIpC25oyMYqZVjhA_GQ
Spotify : https://open.spotify.com/show/5ZwHPW1RhbMdugY1nPqA8J
Podbean : https://moneyseries.podbean.com/
Website : http://moneyseries.net
Line : @moneyseries https://line.me/R/ti/p/%40moneyseries

 

ประกันความเสี่ยง ฐานของความมั่งคั่ง

ประกันความเสี่ยง ฐานของความมั่งคั่ง

ประกันความเสี่ยง ฐานของความมั่งคั่ง โดยเฉพาะความเสี่ยงที่เกิดจากสุขภาพ ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น ใน EP นี้ เรามาทำความรู้จักความสำคัญและต้องทำประกันเท่าไรถึงพอ พร้อมแล้วลุยเลย

ดูผ่าน Youtube ที่นี่ : https://www.youtube.com/watch?v=1RZ-kGTSRRA&t=4s

ประกันสุขภาพสิ่งที่ทุกคนมองข้าม

ทำไมเราถึงรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราอินเพราะว่าในชีวิตประจำวัน เรามีคนรอบข้างหลายๆคนที่เป็นโรคต่างๆทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใกล้ตัวกับเรา

อย่างแรกเลยคืออัตราค่าห้องของโรงพยาบาลต่างๆในโรงพยาบาลเอกชนบอกเลยว่าอัตราค่าห้องสูงมากค่ะ

ถ้าเป็นโรงพยาบาลรัฐ ค่าห้องพิเศษจะอยู่ที่ 2000-3000 บาท

ซึ่งอัตราค่าห้องจะสูงขึ้น และทุกปี ค่ารักษาพยาบาล ค่าห้องต่างๆ ค่ายา ค่าแลป  มีอัตราเพิ่มเฉลี่ย 7% ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่มากกว่าอัตราเงินเฟ้อประเทศเรา ตั้ง2เท่าเลยทีเดียว

และจากเคสเพื่อนของแหวน พ่อของเพื่อนเกิดเหตุฉุกเฉิน ต้องเข้าโรงพยาบาลเอกชน เพื่อนก็เลยตระหนักในการซื้อประกันสุขภาพ

และต่อมาเพื่อนก็ได้แอดมินเนื่องจากเป็นโรคไข้เลือดออกโรคยอดฮิตของบ้านเรา หมอให้เธอแอตมิต 7วัน เบ็ดเสร็จค่ารักษารวมค่าห้อง… 100,000 กว่าบาทค่ะ ^^” ไม่น้อยเลยนะคะ

ซึ่งเราไม่จำเป็นที่จะต้องไปแต่โรงพยาบาลเอกชนนะคะ เราเลือกไปรักษาที่โรงพยาบาลรัฐก็ได้ค่ะ แต่อาจจะช้า ต้องใช้เวลารอคอยนานในการรักษาค่ะ

ถ้าเราอยากรักษาโรงพยาบาลเอกชน ต้องการการรักษาที่รวดเร็ว ไม่ต้องรอคิว และไม่อยากเสียเงินในการรักษา เราก็ควรจะทำประกันความเสี่ยงเอาไว้นะคะ

แล้วประกันอะไรที่จะครอบคลุมเรื่องค่ารักษาโรงพยาบาล นั่นก็คือ “ประกันสุขภาพ”ค่ะ

ประกันสุขภาพเป็นประกันที่จ่ายเงินซื้อความเสี่ยงค่ะ คล้ายๆกับประกันรถยนต์นั่นแหล่ะค่ะ คือเราซื้อประกันรถยนต์ไว้ก็เป็นเบี้ยที่จ่ายทิ้งซึ่งเราไม่รู้ว่าจะเกิดอุบัติเหตุกับเราเมื่อไหร่ ที่ไหน อย่างไร พูดง่ายๆก็คือการซื้อความสบายใจนั่นล่ะค่ะ

มาถึงหัวข้อที่หลายสงสัยและถามกันเข้ามาเยอะมากเลย นั่นก็คือ ประกันสุขภาพทำเท่าไหร่ถึงจะพอ ?

เริ่มแรกเพื่อนๆต้องสำรวจตัวเองก่อน ว่าเรามีสวัสดิการอะไรบ้าง เมื่อสำรวจตัวเองกันเรียบร้อยแล้ว เราค่อยมาวางแผนกันค่ะว่าสิ่งใดที่เราขาด

– สำหรับเพื่อนๆที่มีเงินเหลือใช้ อาจจะทำแพลนแบบเหมาๆไปเลยจ้าเอาให้แบบนอนโรงพยาบาลทีคุ้มเกินคุ้ม แบบไม่ต้องห่วงเรื่องส่วนเกินกันเลย

– สำหรับคนที่มีเงินพอมีพอใช้ควรวางแผนเรื่องนี้หน่อย ต้องมานั่งคิดกันสักนิดว่าบ้านหรือที่ทำงานที่เราใช้เวลาอยู่เป็นประจำเนี่ยะ อยู่ใกล้รพ.อะไร เราทำค่ารักษาพอให้เข้าฉุกเฉินที่รพ.นั้นๆก่อน  เตรียมไว้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นกับตัวเอง แล้วหลังจากนั้นเราค่อยย้ายไปรพ.ที่เรามีสิทธิ์มารักษาได้ค่ะ

ยกตัวอย่างเคสเหตุฉุนเฉินที่เกิดขึ้นกับน้องรักของแหวน
ซึ่งเรามักจะคิดว่าเรื่องพวกนี้จะเกิดกับเราเมื่อเราอายุมากขึ้น  แต่จริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องอายุมากก็เกิดเรื่องแบบนี้ได้นะคะ

น้องเกิดเส้นเลือดในสมองแตกขณะที่ขับรถอยู่ค่ะ ความโชคร้ายคือ บริเวณนั้นไม่มีโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ทำให้การผ่าตัดล่าช้าจนเกือบจะสายไป ตอนแรกคุณหมอเกือบจะถอดใจไม่ผ่าให้แล้วเพราะก้อนเลือดที่สมองมันใหญ่เท่ากำมือ ผ่าไปก็มีโอกาสไม่รอดหรืออาจจะเป็นเจ้าชายนิทราสูง  แต่ในที่สุดก็ได้ตัดสินใจผ่าตัดค่ะ ปาฎิหาริย์ก็เกิดขึ้น น้องฟื้น แต่ยังไม่สามารถกลับมาเดินได้อย่างปกติ

จากเรื่องที่เล่ามาเป็นตัวอย่างหนึ่งของเหตุการณ์ไม่คาดฝันในโรงพยาบาล ร่วมกับโรคร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว

เพื่อนๆเริ่มตระหนักหรือยังคะ ว่าเราจะมีประกันสุขภาพไปเพื่ออะไร โรคร้ายแรงเราควรทำเผื่อไว้ไหม ค่าชดเชยถ้าเราไม่ได้ทำงานอีกล่ะ เราควรมีรึเปล่า

หัวข้อสุดท้าย คือ สไลด์พีรามิดทางการเงิน
พีรามิดทางการเงินหลายๆคนน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี
ถ้าเราจะวางแผนสร้างพีรามิดทางการเงินของเรา ส่วนสำคัญที่สุด คือส่วนของฐาน ถ้าเราสร้างฐานพีรามิดไม่แข็งแรง ส่วนบนๆเรามีโอกาสล้มได้อย่างไม่เป็นท่า

ประกันสุขภาพมีบทบาทที่ช่วยสร้างฐานพีรามิดให้แข็งแรงค่ะ เพราะเบี้ยประกันนั้นถึงแม้จะจ่ายทิ้ง แต่เราก็รู้แน่นอนถูกไหมคะว่าเราต้องจ่ายเท่าไหร่ ดีกว่าเราไปรู้ที่รพ. เราอาจช๊อคไปอีกรอบกับการที่จะต้องจ่ายค่ารักษาอย่างไม่คาดฝัน

ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นแล้วถึงอยากทำ แต่มันก็น่าเสียดายค่ะ ทุกบริษัทจะไม่รับคนที่เป็นโรคร้ายแรงแล้วมาทำประกันสุขภาพนะคะ

คนที่แข็งแรงควรรีบๆมองๆดูไว้นะคะ เราไม่อยากให้สิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดกับคุณ

 

ติดตามเราได้จากหลากหลายช่องทางดังนี้
FB : https://web.facebook.com/moneyseriesprojects/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UC9v-IIpC25oyMYqZVjhA_GQ
Spotify : https://open.spotify.com/show/5ZwHPW1RhbMdugY1nPqA8J
Podbean : https://moneyseries.podbean.com/
Website : http://moneyseries.net
Line : @moneyseries https://line.me/R/ti/p/%40moneyseries

วางแผนการเงิน ขุมทรัพย์ที่หลายคนมองข้าม

วางแผนการเงิน ขุมทรัพย์ที่หลายคนมองข้าม

 

วิดีโอนี้คุณจะได้รับรู้ สิ่งที่จะทำให้คุณมั่งคั่งในรูปแบบที่ง่าย ไม่ซับซ้อน ยุ่งยากเหมือนที่คุณเคยเจอในเรื่องเกี่ยวกับเงิน

ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูกันเลย

ประเด็นที่ 1 : ทำไมเรื่องการเงินต้องยาก

เรื่องการเงินไม่ใช่เรื่องยาก มันเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องรู้อยู่แล้ว
เหตุผลหลักๆที่ก่อตั้งเพจ moneyseries คือ เราไม่อยากให้เรื่องเงินเป็นเรื่องยาก เพราะเมื่อก่อนเราก็เป็นคนที่เข้าใจเรื่องการเงินยากมาก ไม่เคยตระหนักเรื่องการเงิน แถมยังเป็นคนที่เก็บเงินไม่อยู่อีกด้วย
แต่เพราะอะไรที่ทำให้เราสนใจเรื่องนี้และตระหนักในเรื่องการเงินนี้

ประเด็นที่ 2 : วางแผนการเงินขุมทรัพย์ที่หลายคนมองข้าม

เคยเป็นไหมครับ ที่เข้าแบงค์ไหนก็มีแต่พนักงานบอกว่า  เก็บออมกับแบงค์นี้สิ กองทุนนี้ให้เงินปันผลดี ดอกเบี้ยสูงมาก ประกันตัวนี้เหมาะกับพี่มากเลย สะสมทรัพย์แป๊ปเดียว พี่ก็ได้ละ

พอไปอีกแบงค์ก็พูดแบบเดียวกับ

แล้วคือที่ไหนมันดีจริงๆ มีใครเคยบอกเราไหมว่าอันไหนที่เหมาะสมกับเราจริงๆ…

ประเด็นที่ 3 : การลดหย่อนภาษี

กว่าที่ผมจะมาเข้าใจเรื่องภาษีก็ 1 ปีกว่าๆ เพราะก่อนหน้านี้เราก็ไม่ได้ยื่นภาษีเอง บริษัทที่ผมทำงานวิศวกรด้วยเขายื่นให้ และเราก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องภาษีเลย แล้วถ้าเราจะยื่นภาษีด้วยตัวเอง เราจะต้องเตรียมตัวยังไงและทำอย่างไรบ้าง

ประเด็นที่ 4 : วางเป้าหมาย

หลังจากทำงานได้1ปี ได้โบนัสมากก็ใช้จ่ายโน้นนี่ ไหนจะซื้อไอโฟน ซื้อรถ ซื้อบ้าน
แต่สุดท้ายประเด็นก่อนที่จะมาตระหนักเรื่องเงินก็คือ ช่วงนั้นผมมีแฟน ซึ่งเขาเป็นคนที่จุดประเด็นผมขึ้นมานั่นก็คือเรื่องการแต่งงาน  และนี่หล่ะคือ GOAL  ที่ผมต้องทำ

เป้าหมายที่ 1 ต้องเก็บเงินแต่งงาน แล้วจะเริ่มยังไง ทำยังไงให้ได้เงินก้อนนี้มา

หลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นนั่นก็คือ พ่อของผมป็นมะเร็งที่โคนลิ้น มันเป็นเรื่องที่หนักมาก ทำให้ผมได้คิดว่าเรื่องโรคภัยไข้เจ็บสิ่งที่เราไม่เคยคิดกับมัน มันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกๆคน ซึ่งเราไม่เคยวางแผนเรื่องนี้ไว้เลย ผมไม่ได้วางแผนเรื่องประกัน ถ้าวันนั้นผมทำประกันโรคร้ายแรงให้กับพ่อของผม วันนั้นท่านก็คงจะได้รับการรักษาที่ดีกว่านี้ และรวดเร็วกว่านี้

ซึ่งในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่ คือพ่อผมเป็นข้าราชการบำนาญ ก็จะมีสวัสดิการที่รักษากับโรงพยาบาลรัฐได้ ได้ใช้สิทธิรักษา

และผมก็ได้นึกย้อนกลับไปว่า ถ้าในครอบครัวหลายๆคนหรือครอบครัวเราไม่ได้มีใครที่เป็นข้าราชการ ข้าราชการบำนาญ  ล่ะ จะต้องเอาเงินที่ไหนรักษา  เพราะเงินในการผ่าตัดแต่ละครั้งไม่ใช่น้อยๆเลย

เป้าหมายที่ 2 การวางแผนประกันความเสี่ยงให้คนในครอบครัว

ประเด็นที่ 5 : สรุปสามเหลี่ยมปิรามิด เปลี่ยนจากเรื่องที่ดูยุ่งยาก ให้เป็นเรื่องง่ายๆแถมยังสนุกอีกด้วย

สิ่งแรกที่เราควรทำเป็นขุมทรพย์เรื่องการวางแผนการเงินของเราคือ

1. หนังสือพ่อรวยสอนลูก ที่จะสอนให้เรารู้จักว่ารูปแบบรายได้ของเงิน ของรูปแบบบัญชีง่ายๆ ว่าเงินไปทางไหนเข้าออกทางไหน ใช้จ่ายออกไปเป็นรายจ่าย หรือว่าเป็นสินทรัพย์ แล้วจะจ่ายเงินกลับเข้ามาหาเรายังไง

2. ปิรามิดทางการเงิน
         – เก็บออมเงินยังไง
         – เก็บเงินสำรองฉุกเฉิน
         – การทำประกัน
         – เก็บเงินเพื่อการศึกษาลูก
         – เก็บออมเงินเพื่อเตรียมเกษีนณ
         – เราต้องลงทุนยังไง และลงทุนที่ไหน

 

ติดตามเราได้จากหลากหลายช่องทางดังนี้

FB : https://web.facebook.com/moneyseriesprojects/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UC9v-IIpC25oyMYqZVjhA_GQ
Podcasts : https://open.spotify.com/show/5ZwHPW1RhbMdugY1nPqA8J
Website : http://moneyseries.net
Line : @moneyseries https://line.me/R/ti/p/%40moneyseries

” มีเงินร้อยล้าน​ พันล้าน​ ก็ไม่สามารถซื้อสุขภาพที่ดีได้ “

” มีเงินร้อยล้าน​ พันล้าน​ ก็ไม่สามารถซื้อสุขภาพที่ดีได้ “

 “มีเงินร้อยล้าน​ พันล้าน​ ก็ไม่สามารถซื้อสุขภาพที่ดีได้”

คำพูดนี้ได้ยินบ่อยมากครับ เราเป็นวัยรุ่นอาจจะยังไม่ค่อยใส่ใจสุขภาพตัวเองสักเท่าไหร่​ ใช้ร่างกายสิ้นเปลือง​

ไหนจะกินข้าวไม่ตรงเวลา​ นอนดึก​ กินชา กาแฟทุกวัน​ กินเหล้า​ สูบบุหรี่​  จ้องจอคอมหรือมือถือเยอะๆ​

และเมื่อมีคนตักเตือน​ เราก็มักจะมีเหตุผลมาอ้าง​เสมอ​ว่า

  • นานๆทีปาร์ตี้​น่ะ แค่อาทิตย์ละ​ 4-5วันเอง
  • ที่นอนดึก​ตี3ตี4ก็เพราะ​ต้องทำงานส่งหัวหน้าให้ทัน​นั่นหล่ะ
  • ก็ง่วงเลยต้องกินกาแฟ​ จะได้มีแรงทำงาน​ไงล่ะ
  • บราๆๆๆๆ​

ซึ่งข้ออ้าง​ หรือเหตุผลต่างๆมันไม่ได้ทำให้เราดูดีขึ้นเลย​

เพราะการที่เราไม่ดูแลตัวเอง​ ละเลยสุขภาพตัวเอง​ ก็จะทำให้เราเจ็บป่วยง่าย​

 

บางคนอาจจะยังไม่เจ็บป่วย​ หรือเป็นโรคตอนนี้​ แต่ในอนาคต​โรคร้ายแรงหรือสุขภาพที่เสื่อมเสียก็จะเกิดขึ้นกับเราได้ง่ายๆ

ซึ่งเวลาที่เราป่วยก็จะต้องเข้าโรงพยาบาล​บ่อย​ หรืออาจจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลตลอด​ ผมว่าคงไม่มีใครอยากจะเข้าแต่โรงพยาบาล​ใช่ไหมล่ะครับ

 

ดังนั้นรักตัวเองตั้งแต่ตอนนี้​ ดูแลสุขภาพตัวเองตั้งแต่ตอนนี้​ อย่ามัวแต่หาข้ออ้าง​ครับ​

เพราะสุขภาพที่ดี​หาซื้อไม่ได้ครับ​ ขอบคุณครับ

ติดตามเรื่องราวดีๆ กับการวางแผนการเงินของคุณ

ได้ที่นี่ >> http://moneyseries.net/
 
#moneyseries

“เรียนรู้ซีรี่ย์การเงินดีๆ กับ MONEY SERIES” ปุ่มไลค์ปุ่มแชร์อยู่ข้างๆ ถ้ามือมันว่างๆกดให้กำลังใจกันบ้างนะค๊าาาา^^

” ประกันชีวิตควรมีเท่าไหร่ถึงจะดี.. “

” ประกันชีวิตควรมีเท่าไหร่ถึงจะดี.. “

สวัสดีเพื่อนๆพี่ๆทุกคนครับ​ ทุกคนคงรู้กันแล้วใช่ไหมครับว่าประกันชีวิตเนี่ยเป็นเรื่องที่ดีมาก

ใครยังไม่รู้ว่าประกันชีวิตมีข้อดี​อย่างไร​ ก็อาจจะไปศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการประกันความเสี่ยงในชีวิตของเราในบทความของ​ moneyseries.net ได้เลยนะครับ

ซึ่งผมเองก็เจอมาหลายๆคนครับ ที่รู้สึกแอนตี้กับการทำประกันเป็นอย่างมากเพราะหลายๆคนอาจจะคิดว่า​ เออ​ เขาเข้ามาคุยกับเราเพื่อหวังผลประโยชน์จากเราหรือเปล่า​ แต่ว่าจริงๆแล้วคนที่ได้ประโยชน์จากการทำประกันก็คือตัวเราเองนี่แหละครับ

ซึ่งคนส่วนใหญ่ทำประกันชีวิตก็เพราะว่ามันเป็นสิ่งหนึ่งที่จำเป็น เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้ทรัพย์สินสูญเสียครับ

เอาล่ะ เดี๋ยวเรามาดูกันก่อนว่าคนที่เข้าใจความสำคัญเกี่ยวกับการทำประกันอยู่แล้วเนี่ยเราจะวางแผนยังไงดีนะ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าการทำประกันชีวิตของเรา เราต้องทำเท่าไหร่มันถึงจะพอ และเหมาะสมกับเรา บางคนก็คิดว่าทุนประกัน 1,000,000 บาทก็คงพอแหละ แต่กับบางคนอาจจะ 3,000,000 บาท​ บางคนก็อาจจะต้องทำถึง 10,000,000บาท​ หรือ 30,000,000 บาท​ อันนี้ก็แล้วแต่ความพอใจและกำลังทรัพย์ของแต่ละคนครับ

แล้วเท่าไหร่ล่ะ เราถึงจะคิดว่า เฮ้ย!! นี่แหละคือสิ่งที่เราคิดว่ามันพอดี มันสามารถทำให้เราอยู่รอดได้หรื​อว่าทำให้ครอบครัวเราสามารถอยู่ต่อได้โดยที่ไม่มีเรา

วันนี้เราจะมาบอกเรื่องเกี่ยวกับการประเมินนะครับ โดยส่วนใหญ่แล้ว​การวางแผนการเงิน​ จะประเมินทุนประกันที่เหมาะสมกับเราเอาไว้ก็คือ​ 70% ของรายจ่ายทั้งปี​ ทั้งหมด 7 ปีครับ ( 7ปีเป็นอย่างน้อยนะครับ )

70% ของรายจ่ายในแต่ละปีของเรา จะคิดไป 7 ปี อันนี้คือมูลค่าที่เราควรจะมีสำหรับทุนประกันชีวิตนะครับ ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่เราไม่อยู่แล้ว ครอบครัวของเราก็จะใช้เงินทุนประกันนี้ได้ครอบคลุมถึง 7 ปีครับ

ยกตัวอย่างเช่น​ ถ้าคุณมีรายจ่ายต่อปีอยู่ที่ 300,000 บาทนะครับ
คิด 70%ของรายจ่ายต่อปี ก็คือ 300,000 *0.7 = 210,000 บาท
รวมทั้งหมด 7 ปี คือ 210,000*7 = 1,470,000 บาท

เพราะฉะนั้นทุนประกันที่เหมาะสมที่ทำให้ครอบครัวเราอยู่รอด ในยามที่เราไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ได้ถึง7 ปีก็คือ 1,470,000 บาทครับ ( ยังไม่คิดรวมอัตราเงินเฟ้ออีก 7 ปีนะครับ )

ซึ่งสำหรับบางคนอาจจะคิดว่าทุนประกันนี้สูงเกินไป เราก็อาจจะลดทุนประกันลงมาอีกได้นะครับ เพราะมันคำนวณจากค่าใช้จ่ายต่อปีของเรา ถ้าค่าใช้จ่ายน้อย ทุนประกันก็อาจจะลดน้อยลงกว่านี้ก็ได้ครับ หรืออาจจะคิดว่า 7 ปีนานไป แค่ 5 ปีก็น่าจะเพียงพอ ทั้งนี้ก็แล้วแต่ความพอใจของแต่ละคนนะครับ

เพราะฉะนั้นแล้ว การสรุปในครั้งนี้ก็คือว่า ถ้าเกิดเราคิดว่าเราจะทำทุนประกันเท่าไหร่ เพื่อให้ครอบคลุมสำหรับครอบครัวเรา เราก็เอาวิธีนี้ไปคำนวณได้นะครับ

หรือถ้าเกิดใครคิดว่าเรามีลูกด้วย มีลูกสองคน สามคนนะครับ อาจจะมีลูกหลายคน เราก็ต้องไปลองประเมินดูว่าลูกแต่ละคนจะมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ค่ากิน ค่าอยู่ ค่าทุนการศึกษา เราก็อาจจะเพิ่มทุนประกันตัวนี้ขึ้นไปอีกได้นะครับ ตามความสามารถของเราก็แล้วกันครับ

เพราะประกันชีวิตยิ่งเรามีเยอะก็ถือว่ายิ่งดี แต่ว่าถ้าเรามีมากเกินไปบางทีมันก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่คิดว่ามันสิ้นเปลืองครับ 555+

แต่ว่าถ้าจู่ๆมันเกิดสิ่งที่เราไม่คาดฝันขึ้น แล้วเราไม่ได้วางแผนประกันความเสี่ยงมาก่อน เรื่องร้ายๆก็จะตกไปอยู่ที่ตัวคุณและครอบครัวของคุณ

  • ถ้าป่วยเป็นโรคร้ายแรงค่ารักษาหลายแสน หลายล้าน คุณจะหาเงินจากไหน มารักษาตัวคุณเอง
  • ถ้าคุณเป็นหัวหน้าครอบครัว แล้วเกิดเสียชีวิตโดยที่ไม่คาดคิดมาก่อน ครอบครัวของคุณ คนที่คุณรักจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร

นี่หล่ะครับเหตุผลว่าทำไมประกันชีวิตถึงเป็นสิ่งที่ดีสำหรับตัวของเราเอง

รู้จักวางแผนชีวิต รู้จักวางแผนการเงิน เพื่อช่วยสร้างหลักประกันและความมั่นคงให้แก่คุณและครอบครัว ขอบคุณครับ

ติดตามเรื่องราวดีๆ กับการวางแผนการเงินของคุณ

ได้ที่นี่ >> http://moneyseries.net/
 
#moneyseries

“เรียนรู้ซีรี่ย์การเงินดีๆ กับ MONEY SERIES” ปุ่มไลค์ปุ่มแชร์อยู่ข้างๆ ถ้ามือมันว่างๆกดให้กำลังใจกันบ้างนะค๊าาาา^^