” 3 STEP ตั้งเป้าหมายการเงินในปี 2019 ให้ประสบความสำเร็จ “

” 3 STEP ตั้งเป้าหมายการเงินในปี 2019 ให้ประสบความสำเร็จ “

เริ่มต้นปีใหม่กันแล้ว เพื่อนๆก็คงจะมีเป้าหมายที่จะทำในปีนี้กันแล้วใช่ไหมครับ เพราะผมเล่นเฟสบุ๊คแล้วเพื่อนๆน้องๆในเฟสบุ๊คพากันโพสเป้าหมายที่จะทำในปีนี้กันเต็มหน้าฟีดเลยล่ะ

  • บางคนบอกว่า จะต้องมีเงินเก็บ 10 ล้าน
  • บางคนบอกว่า จะปลดหนี้บัตรเครดิตสัก 2-3 ใบ
  • บางคนบอกว่า จะต้องมีบ้าน
  • บางคนบอกว่า จะต้องมีรถเบนซ์
  • บางคนบอกว่า จะต้องมีคอนโดให้เช่าสัก 1-2 ห้อง
  • บางคนบอกว่า จะมีพอร์ตหุ้นสัก 1 ล้าน
  • บางคนตั้งใจเลยว่าจะลาออกจากงานประจำ หรืออาจจะยังไม่ลาออกแต่จะสร้างธุรกิจส่วนตัวไปพร้อมกับงานประจำ

การมีเป้าหมายเป็นสิ่งที่ดีครับ เมื่อเรามีเป้าหมายแล้ว แล้วเราจะต้องทำยังไงให้เราไปถึงเป้าหมายนั้นได้จริงๆ

เพราะบางครั้งเราวางเป้าหมายไว้สูงเกินไปแล้วมันก็ไม่มีโอกาสเลยว่าเราจะไปถึงมันได้

ถ้าบอกว่าอยากเก็บเงินสัก 1 แสน เรามีเงินเดือน เดือนละ 30,000 บาท หักค่าใช้จ่ายทั้งหมด ถ้าไม่เที่ยวก็จะเหลือเก็บเดือนละ 8-9,000 บาท แบบนี้ยังพอมีโอกาสว่าจะไปถึง เพราะมันเห็นเป็นรูปธรรมเลย ว่าเราจะสามารถเก็บเงินได้ อาจจะเก็บเงินในบัญชี หรือเก็บในกองทุนอะไรก็ได้

แต่อีกแบบจะเป็นแบบ เราจะมี Passive income เดือนละ 40,000 บาท ซึ่งแบบนี้มันไม่เคลียร์ เพราะถ้าเราตั้งไว้แบบนี้ จะต้องเขียนแผนให้ชัดเจนว่าเราจะทำอะไรให้มี Passive income เดือนละ 40,000 บาทนี้ ต้องแจงให้ชัดเจน

ลักษณะของเป้าหมายที่ดี

1. เป้าหมายต้องมีความเคลียร์ ชัดเจน และต้องวัดผลได้

ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าเราจะปลดหนี้บัตรเครดิตสัก 4 ใบ รวมเป็นหนี้ทั้งหมด 4แสนบาท มันดูเคลียร์ ชัดเจนว่าจะจัดการกับหนี้บัตรเครดิตของเรา และสามารถวัดผลได้ว่าหนี้เราที่มีอยู่ตรงนี้ 4 แสนบาท

ซึ่งถ้าเราตั้งเป้าหมายไม่ชัดเจน มันก็เป็นการตั้งที่สะเปะสะปะ เห็นคนอื่นตั้งก็อยากตั้งบ้าง เห็นหน้าวอลเพื่อนมี New year’s resolution ฉันจะไปยอมมันได้อย่างไร มันจะมีเงินเก็บ 3 ล้านใช่ไหม ฉันก็เขียนเลยว่า ฉันจะมีเงินเก็น 3 ล้านเหมือนกัน ซึ่งแบบนี้มันไม่มีประโยชน์ใดๆ

2. เป้าหมายนี้ทำไปทำไม Why  มีแล้วมันจะดีอย่างไร

เวลาเราเซตเป้าหมายเราเสร็จแล้ว สิ่งที่เราต้องถามตัวเองเสมอคือ Why เป้าหมายนี้ทำไปทำไม มีแล้วมันจะดีอย่างไร

ซึ่งผมเห็นว่าการที่เราตั้งเป้าหมายแบบคนอื่น เห็นคนอื่นโพสก็โพสบ้าง เขามีหัวข้ออะไร เราก็อยากจะมีหัวข้อนั้นไปด้วย ซึ่งแบบนี้มันไม่มีประโยชน์อะไรเลยครับ มันไม่มีพลังที่จะมาผลักดันเราให้ทำเป้าหมายนั้นให้ประสบความสำเร็จได้

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องถามตัวเองเสมอคือ เป้าหมายที่เรามี เรามีไว้เพื่ออะไร ถ้าเราทำมันสำเร็จแล้วมันจะเป็นอย่างไร หรือมีผลอะไรตามมา

ยกตัวอย่างเช่น ฉันจะปิดบัตรเครดิต 2 ใบ ใบละ 1แสนบาท ซึ่งการปิดบัตรเครดิตมันก็เป็นสิ่งที่ดีต่อตัวเรา เพราะสิ่งที่ตามมาก็คือ เราจะมีเงินออม และเราก็จะได้สะสมความมั่งคั่งที่เราตั้งใจว่ามันควรจะทำให้มันแล้วเสร็จใน 10 ปี 15 ปีสักที ถ้าติดลบอยู่อย่างนี้ มันก็ไม่ไปไหน ไม่ไปข้างหน้า

ซึ่งเวลาเราเขียนเหตุผล เราสามารถเขียนอธิบาย บรรยายยาวๆได้เลย เวลาเราเหนื่อยหรือเราท้อกับเป้าหมาย ก็กลับมาอ่าน Why เป็นการเตือนใจของเรา

มันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว คนเรากว่าจะไปถึงเป้าหมายก็ต้องอดทนทำ ต่อสู้เป็นปี มันก็ท้อแท้กันได้ เราก็กลับมานั่งอ่านว่าจุดเริ่มต้นทั้งหมดของเรามันมาได้ยังไง ทำไมเราถึงต้องทำมันให้สำเร็จ

3. มีระยะเวลาแล้วเสร็จของเป้าหมายที่ชัดเจน

คือต้องบอกว่าเป้าหมายที่เรามุ่งหวังไว้มันจะเสร็จตอนไหน บางคน 3 ปีข้างหน้า  หรืออาจจะ 5 ปีข้างหน้า
ซึ่งเวลาที่เราจะกำหนดตัวเลขของระยะเวลาแล้วเสร็จให้คิดดีๆนะครับ​ เพราะถ้าตั้งใกล้ไปก็จะเหนื่อย แล้วก็จะรู้สึกล้าก่อนจะไปถึงเป้าหมาย

เวลาจะเซตเป้าหมายขอให้คุณมี 3 ส่วนนี้เสมอนะครับ ถ้ามี 3 ส่วนนี้ครบก็จะถือว่าโอเค ความชัดเจนในการตั้งเป้าหมายของเรามันก็จะดีประมานหนึ่งละครับ

สุดท้ายนี้การตั้งเป้าหมายก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เราเดินไปสู่ความสำเร็จ เดินไปสู้เป้าหมายอย่างที่เราคาดหวังไว้ แต่ถ้าเราไม่เริ่มลงมือทำ เป้าหมายนั้นก็จะเป็นแค่แผน ที่เราเขียนใส่กระดาษไว้ ซึ่งมันไม่ความหมายใดเลย

ขอให้ตั้งใจ แค่คุณตั้งใจก็จะทำให้คุณไปถึงเป้าหมายนั้นได้แล้วครับ

ติดตามเรื่องราวดีๆ กับการวางแผนการเงินของคุณ

ได้ที่นี่ >> http://moneyseries.net/
 
#moneyseries

“เรียนรู้ซีรี่ย์การเงินดีๆ กับ MONEY SERIES” ปุ่มไลค์ปุ่มแชร์อยู่ข้างๆ ถ้ามือมันว่างๆกดให้กำลังใจกันบ้างนะค๊าาาา^^

” 6 การวางแผนการเงินที่ต้องมีในปี 2019 “

” 6 การวางแผนการเงินที่ต้องมีในปี 2019 “

สวัสดีปี 2019 นะคะ วันนี้ Money series จะพาเพื่อนๆ มาดูเรื่อง การเงิน ในปีที่ผ่านๆมากันค่ะ

ซึ่งปีที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่มักจะมีความสนใจในหุ้นกันเป็นอย่างมาก เพราะเราเคยได้ยินกันมาว่าเล่นหุ้นแล้วได้เงินเยอะ เศรษฐี คนรวยๆ เขาก็เล่นหุ้นกันทั้งนั้น ผลตอบแทนเยอะ มีแต่รวยกับรวย พอได้ยินมาแบบนี้ เราก็เอาเงินก้อนของเราไปวางไว้ในหุ้นทั้งหมดเลย ซึ่งตอนที่หุ้นขึ้นหน้าตาก็จะยิ้มแย้ม สดใส แต่ในยามที่หุ้นตกนี่ จุกในอก เสียวปี๊ดดดกันเลยทีเดียวค่ะ

จากเรื่องนี้สอนให้ได้รู้ว่า อย่านำเงินที่มีทั้งหมดไปลงทุนไว้ในที่ใดที่เดียวเพราะจะทำให้เราแบกรับความเสี่ยงนั้นสูงมาก ซึ่งถ้าหากการลงทุนนั้นเกิดผิดพลาด หรือการคาดเดากราฟการลงทุนนั้นผิด ก็จะส่งผลต่อเงินของเราทั้งหมด

ดังนั้น เราจึงควรจัดสรรเงินลงทุนของเราไว้หลายๆที่ หลายๆแหล่ง เพื่อกระจายความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นนะคะ

รูปที่ 1.1 ปิรามิดการเงิน

ซึ่งการลงทุนถือว่าเป็นอันดับ 3 ของการวางแผนทั้งหมดจาก ปิรามิดการเงิน จะเห็นว่าเราควรวางรากฐานของเราให้ดีเสียก่อน มาดูกันค่ะ ว่ารากฐานที่สำคัญที่เราควรจะมีในชีวิตคืออะไรบ้าง

การวางแผนการเงินที่คุณควรจะมีในปี 2019 มีทั้งหมด 5 แผน ดังนี้ค่ะ

1. การวางแผนประกันชีวิต

การวางแผนประกันชีวิตเป็นสิ่งแรกที่เราควรวางแผนก่อนเรื่องอื่นเลยนะคะ เพราะประกันชีวิตก็เหมือนเกราะป้องกันชีวิตเราค่ะ ลองคิดเล่นๆนะคะ ถ้าวันนี้คุณประสบอุบัติเหตุร้ายแรง หรือเป็นโรคร้ายแรงขึ้นมา คุณมีเงินที่จะรักษาตัวคุณเองหรือยังคะ

แล้วในยุคสมัยนี้ค่ารักษาพยาบาลก็แพงมาก ถ้าอยากรักษาโรงพยาบาลที่ดี มีแพทย์ที่เก่ง มีเครื่องมือที่ทันสมัย ก็ต้องใช้เงินจำนวนมากเลยค่ะ ยิ่งถ้าเป็นโรงร้ายแรง เช่น โรงมะเร็ง ซึ่งโรคใช้ต้องใช้เงินรักษา เป็นแสน หรือบางครั้งอาจจะเป็นล้านเลยก็ว่าได้ค่ะ แล้วคุณคิดว่าคุณมีเงินเพียงพอสำหรับรักษาตัวเองไหมคะ

เพราะการรักษาต้องใช้เงินจำนวนมาก จึงทำให้เราต้องรีบวางแผนประกันชีวิตให้ตัวเราเองและคนที่เรารัก เพื่อที่จะได้มีเกราะป้องกันความเสี่ยงให้ชีวิตและทรัพย์สินของเราเองค่ะ

 

2. การวางแผนออมเงิน

เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งนะคะ เราทุกคนมีรายได้เข้ามาทุกๆเดือน ก็จะมีค่าใช้จ่ายต่างๆนานา ไหนจะค่าบ้าน ค่ารถ ค่าช้อปปิ้ง บราๆๆ เงินพวกนี้ทุกคนต้องใช้จ่ายออกไปทุกเดือน เราจึงมีข้ออ้างกับตัวเองเสมอว่า เก็บออมเงินไม่ได้หรอก แค่ค่าใช้จ่ายก็หมดแล้ว หรือ จะเอาเงินที่ไหนเก็บแค่ใช้กินใช้อยู่ก็ไม่เหลือแล้ว แถมยังต้องกู้เงินมาใช้อีก ซึ่งคำพวกนี้ได้ยินบ่อยมาก เพราะทุกคนก็มักจะหาข้ออ้างให้ตัวเองเสมอใช่ไหมล่ะ

ซึ่งเราหาเงินมา เรามีรายได้ แล้วเราไม่รู้จักเก็บออมเงิน ก็จะทำให้เราใช้เงินไปโดยไร้ความจำเป็น ใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้คิดถึงอนาคตที่เราจะแก่ขึ้นเรื่อยๆ เราไม่ได้มีแรงที่จะทำงานไปตลอดนะคะ เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่เริ่มเก็บเงินตั้งแต่ยังมีแรงทำงาน เราก็จะก็มีเงินสำรองไว้ใช้จ่ายในยามแก่ชราค่ะ

ที่เราต้องวางแผนออมเงิน ก็เพื่อให้เรามีเงินก้อน ไว้ใช้จ่ายในอนาคตนั่นเองค่ะ

ความร่ำรวยและชีวิตที่มีอิสรภาพทางการเงิน มักเริ่มต้นมาจากคำว่า “ออม”

3. การวางแผนการลงทุน

เมื่อเรามีเงินออมในบัญชีแล้ว เราทุกคนก็อยากให้เงินของเรางอกเงยขึ้นไปอีกใช่ไหมล่ะคะ ซึ่งถ้าเราอยากให้เงินงอกเงย เราก็ต้องนำเงินไปลงทุนถูกไหมค่ะ แต่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินก็มีหลากหลายมารก แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเาควรจะลงทุนที่ไหนบ้าง

และนี่หล่ะค่ะ คือสาเหตุที่เราต้องวางแผนการลงทุน เพื่อที่เราจะได้รู้ว่าผลิตภัณฑ์ทางการเงินตัวไหนที่เหมาะสมกับเรา เลือกการลงทุนที่เราสามารถยอมรับความเสี่ยงได้ และเพื่อให้เงินลงทุนของเราเติบโตตามเป้าหมายที่เราวางไว้ค่ะ

4. การวางแผนภาษี

เรื่องภาษี ถ้าคุณไม่จัดการให้ดี ก็มีแต่เสียกับเสียค่ะ ทุกวันนี้เรื่องเงินไม่เข้าใครออกใคร ทำงานมาทั้งปีรายได้หลักร้อยล้านพันล้าน แต่เสียภาษีเป็นหลายๆล้าน คุณคิดว่าคุ้มไหมคะ หรืออีกทางก็คือ หนีภาษีเลยดีกว่า ไม่ต้องเสียภาษี มีแต่ได้กับได้ แต่เดี๋ยวก่อน!! หนียังไงก็ไปไม่รอดค่ะ ข่าวออกมาบ่อยเลย คนหนีภาษีโดนเรียกเก็บย้อนหลัง ตายกันเป็นแถบๆ พยายามทำงานหาเงิน แต่กับต้องมาเสียภาษีย้อนหลังเป็นหลายๆล้านแบบนี้ก็ไม่ไหวนะคะ

ดังนั้นเราจึงต้องรู้จักการวางแผนภาษีที่ดีค่ะ เพื่อที่จะจัดการภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมาย และใช้สิทธิประโยชน์เพื่อลดหย่อนภาษีให้ได้สูงที่สุด

ตัวช่วยในการลดหย่อนภาษี อ่านบทความนี้นะคะ >> 12​ เคล็ดลับ​ ที่ช่วยให้คุณเสียภาษีน้อยลง

5. การวางแผนหลังเกษียณ

“ทำงานมาแทบตาย พอแก่ชราทำไมลำบ๊าก ลำบาก” ทุกคนคงไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับตัวเราใช่ไหมคะ

ดังนั้น เรามาางแผนเกษียณ เพื่อให้เรามีคุณภาพที่ดีหลังเกษียณกันนะคะ ซึ่งอย่างแรกเลยเราต้องประมาณก่อนว่าเรามีเวลาทำงานอีกกี่ปี จะเกษียณตอนอายุเท่าไหร่ อยากใช้เงินหลังเกษียณจำนวนเท่าไรต่อเดือนและประมาณระยะเวลาในการใช้เงินหลังเกษียณก่อนที่จะไม่มีชีวิตอยู่อีก ซึ่งจะทำให้เราพอคาดการณ์ได้ว่าก่อนเกษียณต้องมีเงินก้อนจำนวนเท่าไหร่ และมีระยะเวลาคงเหลือในการเก็บก่อนเกษียณเท่าไหร่ เพราะในยามแก่ชรา เราก็อยากที่จะใช้ชีวิตที่สุขสบาย โดยที่ไม่ต้องลำบากอีกต่อไปนั่นเองค่ะ

6. การวางแผนมรดก

วางแผนมรดก ควรจะทยอยส่งมอบทรัพย์สินในแต่ละปีเป็นจำนวนเงินที่เหมาะสมและไม่ทำให้เสียภาษีมากจนเกินไปค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีมรดก 40 ล้านบาทและทายาท 1 คน ก็สามารถทยอยมอบให้ปีละ 20 ล้านบาทจำนวน 2 ปี ก็จะไม่เสียภาษีจากส่วนเกินมูลค่าทรัพย์สินที่จะให้เป็นมรดก

ทั้งนี้ ในการวางแผนมรดกควรพิจารณารายละเอียดอย่างรอบคอบ ถ้าเกิดว่าเรามีทายาทหลายคนเพราะอาจจะเกิดปัญหาระหว่างทายาทตามมาได้ รวมทั้งไม่ควรรีบ มอบมรดกเพราะอาจจะมีปัญหาเรื่องภาษีตามมา

ซึ่งการวางแผนมรดก ก็เพื่อที่จะส่งต่อทรัพย์สินให้ทายาทได้ตรงตามความต้องการของเรามากที่สุดค่ะ

 

–> มาถึงตรงนี้เพื่อนๆคงจะรู้แล้วนะคะว่าการวางแผนนั้นจำเป็น เพราะถ้าเราไม่เตรียมแผนการเงินให้ดี ก็จะทำให้การเงินของคุณผิดพลาดในอนาคตได้ค่ะ

และการเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้เหมาะสมกับสถานะทางการเงินของคุณเพื่อที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จตามแผนที่คุณตั้งไว้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกันนะคะ ปรึกษาการวางแผนการเงิน คลิ๊ก >> @moneyseries

ติดตามเรื่องราวดีๆ กับการวางแผนการเงินของคุณ

ได้ที่นี่ >> http://moneyseries.net/
 
#moneyseries

“เรียนรู้ซีรี่ย์การเงินดีๆ กับ MONEY SERIES” ปุ่มไลค์ปุ่มแชร์อยู่ข้างๆ ถ้ามือมันว่างๆกดให้กำลังใจกันบ้างนะค๊าาาา^^

” พ่อแม่มือใหม่ควรวางแผนการเงิน ยังไงดี? “

” พ่อแม่มือใหม่ควรวางแผนการเงิน ยังไงดี? “

ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ผมรู้จัก ต่างก็กำลังจะเป็นคุณพ่อ-คุณแม่ มือใหม่กันทั้งนั้นเลยครับ

ซึ่งช่วงเวลานี้เป็นโมเม้นท์ที่สำคัญที่สุดของของพ่อแม่เลยก็ว่าได้ครับ แค่ลูกน้อยอยู่ในท้องคุณแม่ก็ตื่นเต้นอยู่แล้ว และช่วงเวลาก่อนคลอดก็จะตื่นเต้นสุดๆเลย

แล้วช่วงเวลาที่น่ายินดีนี้ คุณพ่อคุณแม่ ก็จะพากันช้อปซื้อของเตรียมทุกอย่างไว้ให้เพอร์เฟคที่สุดเพื่อต้อนรับลูกน้อย  ซึ่งผมก็เห็นเพื่อนๆหลายๆคู่ที่ตื่นเต้นกับลูกน้อยจนละเลยเรื่องสำคัญอีกเรื่องนั่นก็คือ การวางแผนการเงินครับ

ซึ่งการวางแผนการเงินนั้นสำคัญมากๆเลยครับ เพราะถ้าเราไม่จัดการเรื่องเงินให้ดี ก็จะทำให้เราใช้เงินฟุ่มเฟือยซื้อของที่ไม่จำเป็นมากเกินไป และลืมนึกถึงเงินที่ต้องใช้ในอนาคต ซึ่งมันอาจจะทำให้คุณพ่อ-คุณแม่เกิดปัญหาในภายหลังได้ครับ

มาดูกันครับ ว่ามีอะไรบ้างที่คุณพ่อ – คุณแม่มือใหม่มักจะพลาดกัน และเพื่อนๆควรจะทำยังไงไม่ให้ซ้ำรอยกับเรื่องนี้ครับ

1. ซื้อของให้ลูกเยอะเกินความจำเป็น

ผมเห็นมาหลายคู่มากครับ ที่พอรู้ว่ามีลูกน้อยก็เร่งซื้อเสื้อผ้าให้ยกใหญ่ ไหนจะเสื้อผ้า ที่นอน เก้าอี้นั่งกินข้าว เก้าอี้นั่งอึ บราๆๆๆ ซื้อกันเยอะแยะเลยครับ แล้วสินค้าสำหรับเด็กสมัยนี้ก็แพงมาก ซื้อของไม่กี่อย่างก็หมดไปหลายหมื่นเลยหล่ะครับ

ซึ่งสิ่งของพวกนี้ผมคิดว่าไม่จำเป็นที่ต้องซื้อเยอะขนาดนั้นครับ เพราะลูกน้อยของเราโตขึ้นทุกวัน ใช้ได้แค่แป๊ปเดียวก็ต้องเปลี่ยนแล้วครับ เราสามารถไปขอยืมหรือซื้อต่อมาจากคนที่เพิ่งมีลูกได้ ซึ่งจะทำให้เราได้ราคาที่ถูกลง และประหยัดเรื่องค่าใช้จ่าย ทำให้เราสามารถนำเงินเราไปเก็บออมเพื่อเป็นทุนการศึกษาให้ลูกเรา เพราะให้ของขวัญอะไรก็ไม่สำคัญและมีคุณค่าเท่ากับให้ความรู้ถูกไหมครับ

2. พลาดเรื่องการวางแผนการเงิน

วางแผนการเงินผิดชีวิตเปลี่ยนนะครับ

เมื่อมีลูกน้อยเรื่องวางแผนเงินให้ดีจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆครับ ซึ่งการวางแผนการเงินก็เหมือนการคำนวณเงินของเราล่วงหน้าว่าเมื่อเรามีลูกน้อยแล้วเราจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ รายได้ของเราตอนนี้มีเพียงพอไหม ถ้ารายได้ไม่พอใช้จ่าย เราควรจะเอาเงินไปวางไว้ตรงไหนเพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีก

เรื่องวางแผนการเงินต้องเตรียมไว้ตั้งแต่เนินๆครับ และเราต้องมั่นใจว่าเงินพอสำหรับใช้ชีวิตเมื่อมีลูกน้อยอีกหนึ่งชีวิตเข้ามาเพิ่มครับ

เรื่องเงิน เราควรจะวางแผนให้ดี ให้ถูกต้อง เพราะเมื่อพลาดไปแล้ว มีแต่ลำบากครับ

3. ไม่สนใจวางแผนการเงินเรื่องค่าเทอมลูก

ทุกคนก็ล้วนรู้กันอยู่ใช่ไหมครับว่าการศึกษาสำคัญแค่ไหน ลูกเราเกิดมาเราก็อยากให้เรียนโรงเรียนที่ดี เพราะโรงเรียนสมัยนี้การสอนแตกต่างกัน เราจึงต้องเลือกโรงเรียนที่เรามั่นใจว่าลูกเราเข้าเรียนแล้วต้องได้ความรู้เพิ่มขึ้น หรือบางครอบครัวก็อาจจะส่งลูกของตัวเองไปเรียนที่ต่างประเทศ ดังนั้นเราจึงต้องวางแผนการเงินเพื่อเก็บออมเงินสำหรับค่าเทอมให้ลูกน้อยตั้งแต่ลูกเรายังเด็กจนถึงเรียนอยู่มหาวิทยาลัย

ซึ่งเงินเราสามารถงอกเงยได้จากรายได้ประจำของเรา หรืออาจจะเป็นรายได้เสริม แต่อาจจะยังไม่เพียงพอ เราก็อาจจะนำเงินเราไปเก็บในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำ อสังหาฯ พันธบัตรต่างๆ เพื่อให้เงินเรางอกเงยมากขึ้น

ยิ่งเราเริ่มวางแผนการเงินเร็วก็ยิ่งดีครับ

เราสามารถทุ่มเทเพื่อให้ลูกของเรามีชีวิตที่ดีที่สุด แต่ทุกอย่างมีความพอดีของมัน และการวางแผนการเงินเนี่ยแหละ จะช่วยให้เราไม่เจอปัญหาภายหลังได้

การวางแผนการเงินไม่ใช่เรื่องยากครับ ผมอยากให้ทุกคนใส่ใจเรื่องนี้กันนะครับ เพื่อชีวิตที่ดีของครอบครัวเพื่อนๆทุกคนครับ

ติดตามเรื่องราวดีๆ กับการวางแผนการเงินของคุณ

ได้ที่นี่ >> http://moneyseries.net/
 
#moneyseries

“เรียนรู้ซีรี่ย์การเงินดีๆ กับ MONEY SERIES” ปุ่มไลค์ปุ่มแชร์อยู่ข้างๆ ถ้ามือมันว่างๆกดให้กำลังใจกันบ้างนะค๊าาาา^^

” วางแผนเกษียณ สไตล์มนุษย์เงินเดือน “

” วางแผนเกษียณ สไตล์มนุษย์เงินเดือน “

ในอีกไม่กี่ปี สังคมเราจะเริ่มเป็นสังคมของคนเกษียณอายุ เพราะประเทศเราอยู่เป็นโสดกันเยอะ บ้างก็ไม่มีลูก ทำให้มีผู้สูงอายุมากกว่าวันกลางคน และวัยเด็กค่ะ

และที่สำคัญเทคโนโลยีทางด้านการแพทย์เข้ามามีบทบาทในชีวิตเราเยอะขึ้น ทำให้เรารู้วิธีการดูแลตัวเองมากขึ้น ทำให้คนเราอายุยืนขึ้นเรื่อยๆด้วยค่ะ

แล้วมนุษย์เงินเดือนอย่างเราเรา เตรียมรับมือกับเรื่องนี้หรือยังคะ
“เป็นมนุษย์เงินเดือนต้องวางแผนการออมอย่างไรให้มีเงินใช้ในยามเกษียณ”

  • คุณเคยถามตัวเองไหมคะ ว่าตอนเกษียณคุณอยากจะมีเงินใช้เท่าไหร่
  • คุณเคยคิดบ้างไหมคะ ว่าต้องเก็บเงินเท่าไหร่จึงจะพอใช้ยามเกษียณ
  • เคยคิดไหมว่าตอนแก่คุณจะใช้ชีวิตแบบไหน
  • แล้วตอนนี้ล่ะคะ คุณเก็บเงินไว้ใช้ยามเกษียณได้เท่าไหร่กันแล้ว

เริ่มตั้งคำถาม แล้วหาคำตอบให้กับตัวเองได้แล้วนะคะ เพราะคำว่า เกษียณอายุ หรือสังคมคนแก่ ฟังดูเหมือนจะนานเลยค่ะ แต่แท้ที่จริงแล้ว มันแค่แป๊ปเดียวเท่านั้นเอง

ถ้าไม่เริ่มวางแผนเก็บเงินไว้ตั้งแต่วันนี้ ระวังจะเตรียมตัวรับมือกับมันไม่ทันนะคะ คงไม่มีใครที่ทำงานมาแทบตาย เพื่อมาลำบากตอนแก่หรอกค่ะ ทุกคนล้วนก็อยากใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างสบายทั้งนั้นใช่ไหมคะ

 

ถ้าอย่างนั้นวันนี้ เรามาเริ่มวางแผนเกษียณ ให้มีเงินใช้แบบไม่ขาดมือไปพร้อมๆกันเลยค่ะ…

 

อันดับที่ 1 : กำหนดอายุที่อยากจะเกษียณ และอายุที่จะอยู่จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

โดยเฉลี่ยแล้ว คนในวัยทำงานมักจะเกษียณกันประมาณอายุ 50-60 ปีค่ะ หรือบางคนจะเกษียณเร็วกว่านี้ก็ได้นะคะ อยู่ที่ว่าวันนี้คุณมีเงินสำรองพอหรือยัง
อายุที่จะมีชีวิตอยู่ถึงก็คาดเดาเอาจากคนในครอบครัว หรือคิดคร่าวๆเอาไว้ก็ได้ค่ะ

อันดับที่ 2 : คำนวณเงินที่จะใช้จ่ายในหลังเกษียณอายุ

หากตอนนี้เราอายุ 23 ปี ตั้งเป้าว่าจะเกษียณตอนอายุ 50 ปี และคาดว่าจะมีชีวิตอยู่ถึงอายุ 80 ปี โดยวางแผนไว้ว่าจะมีเงินที่จะใช้จ่ายหลังเกษียณ 20,000 บาทต่อเดือน

แต่…ในวันข้างหน้าเงิน 20,000 นี้ จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกนะคะ ดังนั้นเราจึงต้องคำนวณอัตราเงินเฟ้อไว้ด้วย อย่าลืมเรื่องนี้เป็นอันขาดนะคะ เพราะถ้าพลาดไป เงินที่ออมไว้จะไม่พอใช้ในยามเกษียณแน่นอนค่ะ

เมื่อคำนวณอัตราเงินเฟ้อ 3% จะทำให้เงิน 20,000 บาทในวันนี้ จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น  44,425 บาทในอีก 27 ปีข้างหน้า

สูตรคำนวณอัตราเงินเฟ้อ

ค่าเงินในอนาคต = เงินต้น x ( 1+ อัตราเงินเฟ้อต่อปี )^จำนวนปี

ดังนั้น เมื่อลองคำนวณดูแล้ว เราจะต้องเตรียมเงินไว้เพื่อใช้จ่ายหลังเกษียณอีก 30 ปี คิดเป็นจำนวนเงินรวม 26,168,211 บาท ถือว่าเป็นเงินจำนวนมากเลยทีเดียวค่ะ

เพราะฉะนั้นถ้าเก็บเงินไว้เฉยๆเงินก็ไม่งอกเงยขึ้นมา เราจึงควรที่จะนำเงินของเราไปลงทุน ซึ่งการลงทุนก็จะให้ผลตอบแทนที่ต่างกันไปนะคะ
อาจจะนำเงินไปฝากธนาคาร ( ผลตอบแทน 1.82% ต่อปี )
หรืออาจจะนำเงินไปลงทุน ( ผลตอบแทน 5.25% ต่อปี หรือ 10% ต่อปี )
แต่ก่อนจะนำเงินไปลงทุนอะไรก็ต้องศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้ก่อนนะคะ

หลังจากที่เรารู้แล้วว่าเราจะเกษียณตอนไหน ต้องมีเงินไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณเท่าไหร่ต่อมา เราจะมาคำนวณเงินออมในปัจจุบันของเรากันค่ะ ว่าเงินออมในปัจจุบันของเรามีเท่าไหร่
นำเงินที่ไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณ – เงินออมปัจจุบัน = ขาดเหลือเท่าไหร่
เพื่อจะได้วางแผนได้ถูกว่าต่อเดือนเราต้องออมเงินให้ได้เท่าไหร่

หากเราเห็นว่าเงินที่เราออมไว้ยังห่างไกลจากเป้าหมายของเรา เราก็จะต้องเร่งมือ วางแผนออมเงินเพิ่มขึ้น โดยเริ่มจาก การทำบัญชีรายรับรายจ่าย ให้ละเอียดและรัดกุมเลยนะคะ เพื่อให้เกิด เงินออมในแต่ละเดือน ลงมือออมเงินอย่างต่อเนื่องและมีวินัย เลือกช่องทางการลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ตัวเองยอมรับได้ด้วยนะคะ

อุปสรรคของการออมเงินไว้ใช้ยามเกษียณ

นอกจากเงินเฟ้อแล้ว ก็ยังมีเงินรักษาตัวเองยามเจ็บป่วย เงินค่าโรงพยาบาล เพราะอายุของเราเพิ่มขึ้นทุกปี สภาพร่างกายก็เริ่มเสื่อมถอยลงค่ะ จากที่ประเมินไว้ก็อยู่ที่ 2-3,000,000 บาทเลยค่ะ

แต่ถ้าเราเตรียมรับมือเรื่องนี้เอาไว้โดยการทำประกันความเสี่ยงไว้แล้วก็ไม่ต้องห่วงเลยค่ะ ใช้ชีวิตยามเกษียณได้อย่างสบายเลย

การวางแผนชีวิตเพื่อเตรียมตัวเกษียณ เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับทุกๆคนเลยนะคะ เพราะถ้าเราวางแผนชีวิตของเราได้ดี ในวันข้างหน้าเราก็จะมีชีวิตหลังเกษียณอย่างมั่งคั่ง ใช้ชีวิตในยามแก่อย่างมีความสุข และไม่เป็นภาระของใครอีกด้วยค่ะ 

ติดตามเรื่องราวดีๆ กับการวางแผนการเงินของคุณ

ได้ที่นี่ >> http://moneyseries.net/
 
#moneyseries

“เรียนรู้ซีรี่ย์การเงินดีๆ กับ MONEY SERIES” ปุ่มไลค์ปุ่มแชร์อยู่ข้างๆ ถ้ามือมันว่างๆกดให้กำลังใจกันบ้างนะค๊าาาา^^

” การวางแผนการเงิน สำคัญอย่างไรกับการใช้ชีวิตแบบ Work-Life Balance “

” การวางแผนการเงิน สำคัญอย่างไรกับการใช้ชีวิตแบบ Work-Life Balance “

สวัสดีค่า เพื่อนๆชาว moneyseries ทุกท่าน หัวข้อที่เราหยิบยกขึ้นมาขึ้นมาพูดคุยกันวันนี้ ก็คือการวางแผนการเงิน สำคัญอย่างไรกับการใช้ชีวิตแบบ Work-Life Balance

ทราบดีค่ะว่าหลายๆคนคงเคยได้ยินคำนี้ ” work-life balance

มันคงจะดีไม่น้อยใช่ไหมคะ ที่เราจะทำงานอย่างมีความสุข หลับพักผ่อนเพียงพอ สุขภาพแข็งแรง แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น มันทำได้ยากสำหรับใครหลายๆคนใช่ไหมคะ

ไหนขอดูมือคนที่บริหารการงานอย่างสมดุลหน่อยค่ะ โหหห!! ทำไมมีน้อยจัง

ไม่แปลกหรอกค่ะ ลองคิดดูนะคะ แค่ชีวิตเราคนเดียว 1 ชีวิตก็มีเรื่องมากมายที่เป็นภาระรับผิดชอบที่เราจะต้องทำ วัยแรกเริ่มของการทำงานเป็นวัยที่ตามหาความฝัน เราอยากทำงานที่เรารัก เราอยากเป็นในสิ่งที่เราฝันใฝ่ แต่ในความเป็นจริงนั้น เรารู้ว่าเราไม่สามารถทำได้ เพราะอะไรนะเหรอคะ

ก็เพราะเราสร้างภาระหลายๆอย่าง แบบไม่วางแผน ทำให้เราติดกับดักของคำว่า ” รายได้ประจำที่เราต้องมีในแต่ล่ะเดือน” ดิฉันมีเพื่อนหลายคนนะ ที่อยากที่ทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก แต่ยังไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเราไม่ทราบว่า การทำสิ่งนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นรายได้ให้เราได้รึเปล่า พวกเค้าเหล่านั้นยังคงต้องทำงานหนัก เพื่อจ่ายหนี้สินที่ก่ออย่างไม่วางแผนเอาไว้

นี่ยังไม่รวมถึง คนวัย 30 ต้นๆ ที่เริ่มสร้างครอบครัว เป็นสิ่งหนึ่งที่ใครหลายๆคนต่างก็มีความฝันถึงชีวิตครอบครัวที่อบอุ่น พ่อ แม่ ลูก เมื่อคนคนหนึ่ง เริ่มมีลูก ค่าใช้จ่าย ณ ปัจจุบันมันเยอะมากจนคุณคาดไม่ถึงเลยทีเดียวนะคะ

ไหนจะพ่อแม่ของเรา ก็เป็นวัยที่ต้องเริ่มได้รับการดูและเอาใจใส่ เริ่มมีโรคภัยไข้เจ็บ อีกอย่างหนึ่งอยากให้ตระหนักถึงโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดกับเราซึ่งมีสาเหตุที่เกิดมาจากการทำงานด้วยนะคะ ภาวะเครียด ภาวะกดดัน การทานอาหารที่ไม่เป็นเวลา รวมถึงการพักผ่อนไม่เพียงพอและไม่มีเวลาออกกำลังกาย นำพาโรคหลายๆโรคมาถึงตัวเราได้ง่าย ถ้าเราสังเกตุตัวเองดีๆ เราคงรู้ว่าพออายุเรามากขึ้น เราเหนื่อยง่ายขึ้น ล้าง่ายขึ้น สมองไม่มีการสร้างสรรค์งานใหม่ เราเริ่มมีรายจ่ายที่เราไม่คาดคิดจการที่ต้องรักษาตัวเองและครอบครัว แล้วเราจะเอาเวลาไหนล่ะ เพื่อมา work-life balance

การวางแผนการเงินที่ดีเป็นคำตอบให้คุณ เพราะถ้าคุณเริ่มวางแผนคุณลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด เงินสำรองของคุณจะมีมากขึ้น ความเครียดในเรื่องการเงินของคุณจะมีน้อยลง และคุณจะมีเวลาให้ตัวเองและครอบครัวมากขึ้นแน่นอน

ถ้ายังไม่เชื่อ ลองพิสูจน์โดยการวางแผนการเงินกับเรา ความคิดของคุณจะกว้างขึ้น รู้อะไรไม่สู้รู้วิชานะคะ

ที่สำคัญคือ ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายค่าา^^ คลิกเลย >> @moneyseries

ติดตามเรื่องราวดีๆ กับการวางแผนการเงินของคุณ

ได้ที่นี่ >> http://moneyseries.net/
 
#moneyseries

“เรียนรู้ซีรี่ย์การเงินดีๆ กับ MONEY SERIES” ปุ่มไลค์ปุ่มแชร์อยู่ข้างๆ ถ้ามือมันว่างๆกดให้กำลังใจกันบ้างนะค๊าาาา^^

” เราอาจเป็นโลกทั้งใบของใครบางคน “

” เราอาจเป็นโลกทั้งใบของใครบางคน “

สวัสดีค่ะเพื่อนๆชาว moneyseries ทุกท่าน บทความนี้จะขอหยิบยกประเด็นเรื่องของพลังแห่งความรักมาพูดคุยกันนะคะ อ่ะๆ อย่าเพิ่งงงไปค่ะ ว่าเรื่องความรัก มันเกี่ยวข้องกับการวางแผนการเงินอย่างไร … อ่านสิจ๊ะ รออะไร

เพื่อนๆชอบดูหนัง หรือ ซีรี่ย์ ไหมคะ ?

เรื่องเกี่ยวกับ super hero เนี่ยะเป็นเรื่องที่ทุกคนชอบ ชอบมากๆ และสังเกตุไหมคะ ทุกครั้งคนที่เป็น super hero ในเรื่องเนี่ยะ ตอนแรกๆไม่มีใครเก่งเลยสักคน สู้ศัตรูก็ไม่ได้ แต่พวกเค้าเหล่านั้นจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ถ้ารู้สึกว่าต้องปกป้องใครบางคน เก่งขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อเลยที่่เดียว เหตุผลของการเก่งคงมาจากอะไรไม่ได้นอกจากความรัก

เรื่องราวในหนัง ไม่ต่างจากความจริง เราเชื่อว่าหลายๆคนมี super hero อยู่ในใจ บางคนอาจจะเป็นพ่อแม่ บางคนอาจจะเป็นพี่ชาย พี่สาว บางคนอาจจะเป็นคนรัก หรือบางคนอาจจะหมายถึงครูบาอาจารย์

super hero ที่เราหมายถึงกันนี้ คือคนที่ดูแล โอบกอดเรา ทั้งความรู้สึกและการใช้ชีวิต

เราเคยพบและได้พูดคุยกับใครหลายๆคน ที่ต้องเป็นเสาหลักของครอบครัว เชื่อว่าเพื่อนๆหลายๆคนของ moneyseries คือ คนๆนั้น มันจุดประกายความคิดอย่างหนึ่งว่าคนที่เป็นเสาหลักของครอบครัวนี้ต้องวางแผนชีวิตให้ดี เราล้มไม่ได้ เพราะถ้าเราล้ม นั้นหมายความว่าเราไม่ได้ล้มเพียงลำพัง ใครกันที่จะดูแลคนที่เรารักต่อ พันธนาการแห่งความรักฉุดดึงให้เราเกิดภาวะเครียด ครอบครัวเราก็เครียด

มันจะดีกว่าไหม…ถ้าเราวางแผนชีวิตและการเงินให้ดีอย่างมีหลักการ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หลายๆคนอาจจะคิดว่าเราวางไว้ดีแล้ว แต่จากประสบการณ์ตรงของเรา มีหลายๆคนที่พลาด จริงจังกันตั้งแต่วันนี้ เพราะคุณอาจเป็นโลกทั้งใบของใครบางคน

วางแผนการเงิน วางแผนชีวิต คลิ๊กเลยย >> @moneyseries

ติดตามเรื่องราวดีๆ กับการวางแผนการเงินของคุณ

ได้ที่นี่ >> http://moneyseries.net/
 
#moneyseries

“เรียนรู้ซีรี่ย์การเงินดีๆ กับ MONEY SERIES” ปุ่มไลค์ปุ่มแชร์อยู่ข้างๆ ถ้ามือมันว่างๆกดให้กำลังใจกันบ้างนะค๊าาาา^^

“เป็นมนุษย์เงินเดือน อยากมีเงินเก็บหลักล้านใน 5 ปี ต้องอ่าน !!”

“เป็นมนุษย์เงินเดือน อยากมีเงินเก็บหลักล้านใน 5 ปี ต้องอ่าน !!”

ผมเชื่อว่าใครหลายๆคนเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน ก็เริ่มคิดเริ่มฝันอยากจะมีเงินเก็บในบัญชีหลักแสน หลักล้านเหมือนกันทั้งนั้น แต่การที่จะทำให้เราไปถึงฝันของเรานั้น อุปสรรคต่างๆก็ย่อมจะมีเข้ามาเป็นธรรมดาครับ

อุปสรรคที่ว่านี้ก็คือรายจ่ายของเรานั้นเอง ทั้งค่าเช่าห้องพัก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าผ่อนรถยนต์ ค่าน้ำมัน และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งทุกอย่างที่พูดมานี้หล่ะครับที่ทำให้ความฝันที่อยากจะมีเงินล้านของเราที่ตั้งไว้ไกลออกไปทุกที

แต่… ความฝันที่คิดไว้ก็ยังไม่ไกลเกินเอื้อมนะครับ เราสามารถไปถึงเป้าหมายที่เราวางไว้ได้ ด้วยวิธีที่ดีที่สุด นั่นก็คือ “การตั้งเป้าหมายการออมเงิน” ซึ่งเราจะออมเงินให้ได้ทุกๆเดือน

ยกตัวอย่างนะครับ ถ้าหากเราตั้งเป้าหมายว่าอยากมีเงินเก็บในบัญชี 1 ล้านบาท ในระยะเวลา 5 ปี

เราจะต้องออมเงินให้ได้ 1,000,000 / 5 = 200,000 บาทต่อปี หรือ 200,000 / 12 = 16,666 บาทต่อเดือนนั่นเองครับ

เห็นยอดเงินต่อเดือนที่เราต้องออมแล้วถือว่าสูงมากๆ เพราะ เด็กจบใหม่เงินเดือนเริ่มต้นอยู่ที่ 15,000 บาท หรืออาจจะ 20,000 บาทเองครับ จะให้เก็บเดือนละ 16,666 บาทแล้วจะเอาเงินที่ไหนกิน ที่ไหนใช้ บราๆๆๆ แต่เดี๋ยวก่อนครับที่คำนวณให้ดูไม่ใช่ว่าจะให้เอาเงินเดือนที่ได้มาเก็บทั้งหมดครับ

วันนี้ผมมีเคล็ดลับ ที่ไม่ลับอีกต่อไปมาบอกเพื่อนๆพี่ๆที่เป็นมนุษย์เงินเดือนทุกคนให้มีเงินเก็บหลักล้านภายใน 5 ปีให้ได้รู้กันครับ

ขั้นตอนที่ 1 : ทำบัญชีรายรับ–รายจ่าย

การทำบัญชีรายรับ – รายจ่าย เป็นขั้นตอนแรกสำหรับคนที่อยากจะมีเงินล้าน “ควรทำ” เน้นคำว่า “ควรทำ” เลยนะครับ เพราะการทำบัญชีรายรับ – รายจ่าย จะทำให้เรารู้ว่าในแต่ละเดือน เราใช้จ่ายเงินไปกับเรื่องใดบ้าง และทำให้เราประเมินได้ว่า การใช้จ่ายแบบไหนจำเป็น แบบไหนฟุ่มเฟือย เพื่อที่เราจะได้ตัดรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือยออกไป และให้เรามีเงิเหลือเก็บมากเพิ่มขึ้นด้วยครับ

ขั้นตอนที่ 2 : หารายได้เพิ่ม

เมื่อเรารู้แล้วว่าเงินที่เรามี เราเอาไปใช้จ่ายอะไรบ้าง บางคนรายจ่าย อาจจะมากกว่ารายรับ หรือบางคนรายจ่ายเท่ากับรายรับพอดี ทำให้ไม่มีเงินเหลือเก็บ ดังนั้นเราจึงควรที่จะ หาเงินเข้ามาเพิ่ม โดยการ “หารายได้เสริม” ไม่ว่าจะเป็นการขายของออนไลน์ ทำขนม ทำข้าวกล่องขายในโรงงาน หรือสร้างรายได้จากสิ่งที่ตัวเองชอบ เพื่อให้เรามีรายได้เข้ามาหลายๆทางในเวลาเดียวกัน แค่นี้ก็ทำให้เรามีเงินให้บัญชีเพิ่มขึ้นแล้วครับ

ขั้นตอนที่ 3 : รู้จักการลงทุน

เมื่อรู้บัญชีรายรับ – รายจ่าย และรู้จักหารายได้เพิ่มขึ้นแล้ว ก็จะทำให้เรามีเงินเก็บเพิ่มขึ้นอีก. แต่นี่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เรามีเงินล้านใน 5 ปีครับ เราจะต้องนำเงินเก็บที่เรามี แบ่งมาลงทุนเพื่อให้เงินของเรางอกเงยมากขึ้นครับ

การลงทุนแต่ละการลงทุนจะให้ผลตอบแทนที่แตกต่างกันออกไปครับ ซึ่งการลงทุนแต่ละประเภทมีความเสี่ยง ดังนั้นเราจึงควรศึกษาข้อมูลของการลงทุนแต่ละประเภทให้ละเอียดและอย่าลืมคำนวนอัตราเงินเฟ้อด้วยนะครับ เพราะอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอาจจะส่งผลต่อมูลค่าเงินออมของเราทุกปี

และก็ควรจะ “กระจายความเสี่ยง” ของเราด้วยการลงทุนแบบหลากหลายขึ้นครับ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงด้านการเงินที่อาจเกิดขึ้น เพราะกราฟการลงทุนมีขึ้นมีลงตลอดครับ ต้องคอยระมัดระวังให้ดี และอย่าลืมมองหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีในระยะยาว เพราะจะเป็นผลดีในอนาคต

มาถึงตรงนี้แล้ว เพื่อนๆพี่ๆ พอได้แนวทางของการเก็บเงินหลักล้านบ้างไหมครับ
ถ้าคุณอ่านอย่างเดียว แล้วไม่ได้ทำตาม เงินล้านก็ไม่เกิดครับ แต่ถ้าคุณอ่าน แล้วเริ่มลงมือทำ เงินเก็บหลักล้านในระยะเวลาเพียง 5 ปี ก็จะเป็นเรื่องที่ง่ายมากครับ

ตั้งเป้าหมาย แล้วลงมือทำ เงินเก็บหลักล้านก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

อยากมีเงินเก็บหลักล้าน อยากมีความมั่งคงในชีวิตไม่ใช่เรื่องยาก อีกหนึ่งเคล็ดลับ เพื่อให้คุณมั่งคั่งในวันข้างหน้า
กำหนดความมั่งคั่งให้ตัวคุณเอง ด้วยแบบประเมินความมั่งคั่งของคุณ แค่แอดไลน์ @moneyseries

ติดตามเรื่องราวดีๆ กับการวางแผนการเงินของคุณ

ได้ที่นี่ >> http://moneyseries.net/
 
#moneyseries

“เรียนรู้ซีรี่ย์การเงินดีๆ กับ MONEY SERIES” ปุ่มไลค์ปุ่มแชร์อยู่ข้างๆ ถ้ามือมันว่างๆกดให้กำลังใจกันบ้างนะค๊าาาา^^

“Warren Buffett กับ 4 สิ่งที่ควรจะลงทุนมากกว่าเงิน EP 4. ลงทุนในความรัก “

“Warren Buffett กับ 4 สิ่งที่ควรจะลงทุนมากกว่าเงิน EP 4. ลงทุนในความรัก “

คุณปู่ Buffett บอกไว้ว่า เราควรจะลงทุนในความรัก โดยที่ไม่ต้องมีเงื่อนไข ไม่ต้องหวังผลกำไรใดๆทั้งสิ้น คุณพ่อของ Buffett ได้แสดงให้เขาเห็นถึงพลังแห่งความรักที่ไม่มีเงื่อนไขซึ่งมันยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เขาจึงได้นำมาใช้กับคนที่เขารัก นั่นก็คือภรรยาของเขา

เขาบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ มันไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยถ้าเกิดไม่มีภรรยา ความสำเร็จของเขาส่วนใหญ่ แทบจะทั้งหมดมาจากภรรยา นี่เป็นสิ่งที่เขารู้สึกว่าเขาลงทุนถูกอีกอย่างนึงนะครับ ก็คือเขาเลือกคนถูก และเขาได้ดูแลภรรยาของเขาเป็นอย่างดี จนถึงวันสุดท้ายที่ภรรยาเขามีชีวิตอยู่

ถ้ามองในแง่ของความรักในครอบครัว เราทุกคนอยากให้คนในครอบครัวเรามีความสุข ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องต่างๆ เช่น เรื่องเงินที่ใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเรื่องเงินที่ใช้ในยามฉุกเฉิน แล้วเราจะทำยังไงให้ครอบครัวเรามีความสุข

การที่จะมีความสุข และไม่ต้องกังวลใจเรื่องเงิน คือ การวางแผนการเงิน เกี่ยวกับการประกันความเสี่ยงครับ เพราะการประกันความเสี่ยงเป็นพื้นฐานสำคัญของการวางแผนการเงินทั้งหมด

ยิ่งเรามีฐานของปิรามิดที่แข็งแรงจะยิ่งดีครับ เพราะเมื่อปิรามิดสูงขึ้นๆ มันก็มีโอกาสน้อยมากที่จะพังลงมา ก็เหมือนกับชีวิตของคนในครอบครัวเราครับ ถ้าวันนี้เราวางแผนการเงิน วางแผนประกันความเสี่ยงไว้ดีพอ เมื่อคนที่เรารักล้มป่วย ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องเงินค่ารักษา คนที่เรารักได้รักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ได้นอนโรงพยาบาลที่ดี มีเครื่องมือที่พร้อมจะรักษา

โรงพยาบาลดี แพทย์เก่ง ก็เหมือนการซื้อชีวิตของคนที่เรารักกลับมาได้

วางแผนผิดชีวิตเปลี่ยน วางแผนดีชีวิตเรา และครอบครัวก็มีความสุข

ลงทุนกับความรัก เป็นเรื่องที่ดี อย่างที่คุณปู่ buffett ได้กล่าวไว้ข้างต้นเลยครับ

 

ติดตามเรื่องราวดีๆ กับการวางแผนการเงินของคุณ

ได้ที่นี่ >> http://moneyseries.net/
 
#moneyseries

“เรียนรู้ซีรี่ย์การเงินดีๆ กับ MONEY SERIES” ปุ่มไลค์ปุ่มแชร์อยู่ข้างๆ ถ้ามือมันว่างๆกดให้กำลังใจกันบ้างนะค๊าาาา^^

“Warren Buffett กับ 4 สิ่งที่ควรจะลงทุนมากกว่าเงิน EP 3. ลงทุนในความได้เปรียบในการแข่งขัน “

“Warren Buffett กับ 4 สิ่งที่ควรจะลงทุนมากกว่าเงิน EP 3. ลงทุนในความได้เปรียบในการแข่งขัน “

ในเรื่องนี้ Buffett ได้พูดในเรื่องของธุรกิจไว้ว่า ถ้าเกิดคุณทำธุรกิจอะไรสักอย่าง เช่น คุณผลิต TV ขาย ก็คงจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่อยากจะทำ TV เหมือนคุณ เพราะเห็นว่า TV ของคุณนั้นขายดี เห็นคุณประสบความสำเร็จ หรือว่าถ้าคุณเปิดร้านอาหาร ขายดีมาก สักพักก็จะมีคนมาขโมยเมนูของคุณ ดึงตัวเชฟของคุณไป ทำที่จอดรถที่ดีกว่า กว้างกว่าคุณ ราคาถูกกว่าคุณ เขาบอกว่าระบบทุนนิยมมันมีคนที่พร้อมที่จะมาชิงปราสาทคุณเสมอ เพราะฉะนั้นคุณก็จะต้องมีปราสาทที่แข็งแกร่งที่สุด และต้องมีความได้เปรียบทางการแข่งขันมากที่สุด

เรื่องนี้เปรียบเสมือนโทรศัพท์มือถือยี่ห้อหนึ่งที่ฮิตมาก นั่นก็คือ iPhone ที่โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ iPhone อยู่เป็นอันดับ 1 มาได้จนถึงปัจจุบัน เพราะเขาแอปพลิเคชั่น ฟังก์ชันที่ลงตัว และใช้งานได้มากมาย มีกล้องระดับเทพ ระบบ CPU ที่แรง จึงทำให้มีโทรศัพท์มือถือค่ายอื่นเยอะแยะเลยครับที่อยากจะต่อสู้ และอยากจะชิงความเป็น 1 โดยการทำรูปทรงลักษณะของตัวเครื่องให้เหมือน iPhone มีฟังชันต่างๆคล้ายๆ iPhone มีการติดตั้งกล้องที่เทพเหมือนกับ iPhone

แต่… ก็ยังไม่สามารถทำลายปราสาท iPhone ได้ เพราะ iPhone สามารถปราสาทที่แข็งแกร่งเหลือเกินครับ เขามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีการนำ feedback ของลูกค้ากลับไปพัฒนา จนครองใจลูกค้าหลายๆคนเลยครับ

เช่นกันกับชีวิตของคนเราครับ ถ้าวันนี้เรามีเกราะป้องกันที่ดี สร้างปราสาทที่แข็งแรง ก็จะเป็นข้อได้เปรียบของเรา ให้เราสามารถทำงานที่เรารักได้อย่างเต็มที่ อยู่กับครอบครัวที่อบอุ่นของเราไปนานๆ ปราสาทที่แข็งแกร่งในที่นี้ก็คือ การวางแผนการป้องกันความเสี่ยงครับ เพราะการวางแผนป้องกันความเสี่ยงเป็นปราสาทที่แข็งแกร่งมาก เมื่อถึงเวลาที่เราเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่สบาย เราก็จะไม่กังวลในเรื่องค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายยามเจ็บป่วย หรือถ้าเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น จนถึงแก่ชีวิตเรา แล้วครอบครัวของคุณจะอยู่อย่างไรครับ คุณเตรียมรับมือไว้บ้างหรือยังครับ

ดังนั้นถ้าวันนี้คุณเตรียมวางแผนเพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวคุณ ป้องกันครอบครัวของคุณ ก็จะทำให้คุณได้เปรียบในหลายๆเรื่อง อย่างที่ Buffett ได้กล่าวไว้ข้างต้นครับ

 

ติดตามเรื่องราวดีๆ กับการวางแผนการเงินของคุณ

ได้ที่นี่ >> http://moneyseries.net/
 
#moneyseries

“เรียนรู้ซีรี่ย์การเงินดีๆ กับ MONEY SERIES” ปุ่มไลค์ปุ่มแชร์อยู่ข้างๆ ถ้ามือมันว่างๆกดให้กำลังใจกันบ้างนะค๊าาาา^^

“Warren Buffett กับ 4 สิ่งที่ควรจะลงทุนมากกว่าเงิน EP 2. ลงทุนในชีวิต ทำในสิ่งที่รัก”

“Warren Buffett กับ 4 สิ่งที่ควรจะลงทุนมากกว่าเงิน EP 2. ลงทุนในชีวิต ทำในสิ่งที่รัก”

ในหัวข้อนี้ Buffett ได้บอกไว้ว่า การลงทุนทำอะไรก็แล้วแต่ เราจะทำได้ดีและมีแรงที่จะลุกขึ้นมาทำมันโดยไม่ต้องมีใครบังคับ นั่นคือการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก แต่มันไม่ได้หาได้ง่ายๆ ในใครหลายๆ คน

ดังนั้น เราจึงควรทดลองทำหลายๆ อย่าง เพราะเราไม่รู้หรอกว่าสิ่งใดที่เราทำแล้วเราจะชอบ ไม่แน่ว่าสิ่งที่คุณไม่เคยทำอาจเป็นสิ่งที่คุณรักมันมากก็ได้

ส่วนใครที่รู้แล้วว่าตัวเราเองชอบอะไร ขอให้ลงทุนในสิ่งนั้นให้เต็มที่ หมายถึง ลงมือทำมันอย่างสุดความสามารถ จงเอาความอยาก ความรักต่อสิ่งนั้นออกมาใช้ และลงทุนในความรู้เพื่อเพิ่มเติมต่อยอดสิ่งที่เรารักให้ไปได้ไกล แล้วเราจะเป็นคนที่มีความสุขมากๆ คนหนึ่ง เพราะเราได้ทำทั้งสิ่งที่เรารัก แถมสิ่งที่รักยังให้เงินเรา ซึ่งมันจะกลายเป็นอาชีพในฝันของใครหลายๆ คนที่อยากจะมีกันใช่ไหมล่ะ

ถึงตรงนี้แล้ว มาลองลงมือทำในสิ่งที่เรายังไม่เคยทำกันดีกว่าครับ เพื่อที่เราจะได้รู้ไปเลยว่าสิ่งที่เรารักนั้นคืออะไร

และถ้ามองในแง่ของการเงิน ผมทราบว่าเราไม่สามารถที่จะทำอะไรที่เรารักได้ทันทีหรอกครับ เพราะว่าภาระของแต่ละคนก็มีมากน้อยแตกต่างกันไป แต่ถ้าเรายอมแพ้ เราก็จะไม่ได้เจออาชีพในฝันที่ท่าน Buffett ได้กล่าวไว้ข้างต้นแน่นอน

ดังนั้น แม้ว่าตอนนี้เราจะไม่สามารถทำได้เนื่องจากขาดเงินทุน แต่เราสามารถหาเงินทุนและทดลองทำแบบเล็กๆ ไปก่อนได้ เราสามารถวางแผนการเงินของเราได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งงานที่เรารัก เช่น บางคนชอบจัดสวน อยากเปิดร้านกาแฟเล็กๆ แต่ตัวเองเป็นพนักงานออฟฟิต เงินเดือน 2 หมื่น เราก็ต้องเริ่มวางแผนว่าเราจะเก็บเงินกี่ปี เอาเงินที่เก็บได้ไปลงทุนที่ไหนเพื่อให้เงินนั้นงอกเงยออกผลให้เราได้เงินมาเพื่อใช้ในการเปิดร้านกาแฟที่เรารัก

สรุป
เราทุกคนมีสิ่งที่รัก แม้ว่าวันนี้จะยังไม่สามารถทำได้ แต่เราสามารถวางแผนอนาคต เพื่อที่จะทำมันได้ รีบวางแผนการเงินของคุณตั้งแต่วันนี้ดีกว่าว่าไหมครับ

 

ติดตามเรื่องราวดีๆ กับการวางแผนการเงินของคุณ

ได้ที่นี่ >> http://moneyseries.net/
 
#moneyseries

“เรียนรู้ซีรี่ย์การเงินดีๆ กับ MONEY SERIES” ปุ่มไลค์ปุ่มแชร์อยู่ข้างๆ ถ้ามือมันว่างๆกดให้กำลังใจกันบ้างนะค๊าาาา^^